
บ้านหลังแรกที่ควรเลือก (จบ)
สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันได้พูดถึงพฤติกรรมในการซื้อของผู้บริโภคที่คนอื่นมักจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเสมอ และมักจะมีอิทธิพลมากกว่าเหตุผลและความจำเป็น ซึ่งทำให้การตัดสินใจผิดพลาด หรือซื้อสินค้านั้นมาโดยไม่จำเป็น หรือไม่เหมาะสมกับตัวเองบ่อยครั้ง
สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันได้พูดถึงพฤติกรรมในการซื้อของผู้บริโภคที่คนอื่นมักจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเสมอ และมักจะมีอิทธิพลมากกว่าเหตุผลและความจำเป็น ซึ่งทำให้การตัดสินใจผิดพลาด หรือซื้อสินค้านั้นมาโดยไม่จำเป็น หรือไม่เหมาะสมกับตัวเองบ่อยครั้ง
นักการตลาดก็มักใช้กลยุทธ์เหล่านี้ สร้างแคมเปญเชิงรุกที่มุ่งเน้นในการเข้าถึงความต้องการ (Unmet needs) ของลูกค้า และเติมเต็มความต้องการนั้น ด้วยการกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึก ข้อเสนอที่เร้าใจ บีบคั้นด้วยเงื่อนไขเวลาที่จำกัด เพื่อเร่งให้เกิดการตัดสินใจ
ดิฉันจึงอยากให้ข้อคิดบางอย่างเกี่ยวกับการซื้อ โดยเฉพาะการซื้อบ้านกับผู้ที่กำลังคิดจะซื้อบ้าน เพราะว่าการซื้อบ้านสักหลังหนึ่งจะมีภาระผูกพันกับชีวิตของผู้ซื้อและผู้อยู่อาศัยทุกคนในบ้านไปอีกนานนับสิบปีเลยค่ะ จึงควรระมัดระวังไม่ให้การตัดสินใจซื้อแต่ละครั้งนั้น เกิดขึ้นจากอารมณ์ ความรู้สึก หรือผู้คนรอบข้าง แต่เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างเช่น ซื้อเพราะเห็นบ้านตัวอย่างสวยถูกใจ ซื้อตามเพื่อนเพื่อไม่ให้น้อยหน้า หรือแม้กระทั่งซื้ออวดญาติพี่น้อง ฯลฯ
สิ่งแรกที่ผู้คิดจะมีบ้านควรรู้และทำความเข้าใจก่อน ก็คือ “การรู้จักตัวเอง” การตัดสินใจซื้อบ้านจึงควรพิจารณาวัตถุประสงค์ของตนเองก่อนว่ากำลังเลือกซื้อบ้านเพื่อตอบโจทย์ข้อใดในชีวิต เพราะผู้ซื้อไม่ได้ซื้อเพียงตัวบ้านเท่านั้นนะคะ
แต่จะต้องคำนึงถึงความพอใจในการอยู่อาศัย รสนิยม อรรถประโยชน์ใช้สอย จำนวนสมาชิกในครอบครัว งบประมาณที่มีอยู่ รวมไปถึงมูลค่าเพิ่มในอนาคต เนื่องจากบ้านเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในแง่เป็นมรดกชิ้นดีที่ตกทอดไปสู่ลูกหลานได้ด้วย
นอกจากนี้ “ทำเล” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ ที่คุณผู้อ่านควรมองหาทำเลที่มีการเติบโตสูง หรือมีแนวโน้มการขยายตัวของเมือง โดยดูได้จากระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่มีครบและการคมนาคมที่มีความหลากหลาย สามารถเดินทางเข้าถึงโครงการได้สะดวก อาจไม่จำเป็นต้องติดแนวรถไฟฟ้าเสมอไป
หากเราไม่ได้ทำงานหรือต้องเดินทางโดยสารรถไฟฟ้าเป็นประจำ รวมไปจนถึงสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นชุมชนโดยรอบ อีกทั้งเรื่องของแสงแดดและทิศทางลม ที่อาจทำให้ผู้อยู่อาศัยต้องมีภาระค่าไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ ปัจจัยเหล่านี้นอกจากจะมีผลต่อสภาพจิตใจและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยแล้ว ยังมีผลต่อมูลค่าของบ้านที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของเราทั้งสิ้นค่ะ
ดังนั้น จากประโยคที่ว่า “คนเรามักซื้อของที่ไม่ได้ต้องการ ด้วยเงินที่พวกเขาไม่มี เพื่อทำให้คนที่เขาไม่ชอบประทับใจ” สำหรับการซื้อบ้านแล้ว ดิฉันก็อยากให้กลายเป็นว่า “คนเราควรจะซื้อบ้านที่เราต้องการด้วยเงินที่เรามี เพื่อทำให้เราและครอบครัวที่เรารักเกิดความประทับใจ” นะคะ







