
ทองร่วงแรงหุ้นขึ้น
สัญญาทองคำตลาด โคเม็กซ์ นิวยอร์ก ส่งมอบเดือน มิ.ย. คืนวันที่ 17 พ.ค. ร่วงลง 22.2 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 1.6% ปิดที่ 1,364.7 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ลดลงเป็นวันที่ 7
สัญญาทองคำตลาด โคเม็กซ์ นิวยอร์ก ส่งมอบเดือน มิ.ย. คืนวันที่ 17 พ.ค. ร่วงลง 22.2 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 1.6% ปิดที่ 1,364.7 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ลดลงเป็นวันที่ 7 นักวิเคราะห์ทองคำในตลาดโลกคาดว่า ราคาทองคำใน 5 ปีนี้จะมีโอกาสร่วงลงไปถึง 1,100 เหรียญสหรัฐ หรือราคาทองในประเทศบาทละ 1.7 หมื่นบาท ในรอบ 1 ปี และต่ำกว่าระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือบาทละ 1.5 หมื่นบาท ใน 5 ปี
ราคาทองคำในตลาดโลกนับตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมานั้นได้ดิ่งลงไปแล้วทั้งสิ้น 17% และคาดว่าภายในปีนี้จะลดลงไปทั้งสิ้นกว่า 20% เนื่องจากนักลงทุนกำลังสูญเสียศรัทธาต่อการลงทุนทองคำ อีกทั้งราคาที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจะทำให้บรรดาธนาคารกลางหมดความสนใจที่จะเข้าซื้อทองคำอีกด้วย
MSCI เพิ่มหุ้นไทย
จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการทบทวนและประกาศรายชื่อหลักทรัพย์ที่ใช้คำนวณดัชนี MSCI โดยบริษัท MSCI Barra เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2556 ได้ประกาศรายชื่อหุ้นไทย 4 หลักทรัพย์เพิ่มเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Global Standard Indices และไม่มีหุ้นที่ถูกคัดออก โดยทั้ง 4 หลักทรัพย์ที่ได้รับคัดเลือกเป็นบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในกลุ่มดัชนี SET50 ทั้งหมด และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) รวมกัน 6.4 แสนล้านบาท
ประกอบด้วย บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2556 เป็นต้นไป จะมีหุ้นไทยที่คำนวณอยู่ในดัชนี MSCI Global Standard Indices รวมจำนวนทั้งสิ้น 26 หลักทรัพย์
“หุ้นไทยที่ถูกนำเข้าไปคำนวณดัชนี MSCI Global Standard Indices มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ผู้ลงทุนต่างประเทศสนใจเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากยิ่งขึ้น และยังสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยมีขนาดใหญ่ มีคุณภาพ และมีสภาพคล่องมากขึ้น ทั้งนี้ น้ำหนักของหุ้นไทยในดัชนี MSCI All Country Asia ex Japan เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา” จรัมพร กล่าว
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาหุ้นไทยปิดที่ 1,627.96 จุด เพิ่มขึ้น 10.07 จุด
ธุรกิจจัดการกองทุนรวมไทย ที่ 3 ของโลก
บริษัทวิจัยการลงทุนอิสระ มอร์นิงสตาร์ ได้เปิดเผยผลการศึกษาประสบการณ์ในการลงทุนในกองทุนรวมของนักลงทุนจำนวน 24 ประเทศทั่วโลก ในปี 2556 โดยไทยอยู่ในระดับ B หรือเป็นที่ 3 ของโลก เท่ากับเนเธอร์แลนด์ สิงคโปร์ และไต้หวัน และอยู่เหนือค่าเฉลี่ยของทุกประเทศที่ได้รับการศึกษา เนื่องจากการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน เช่น ยกเว้นภาษีส่วนต่างกำไรให้ลดหย่อนภาษีเงินได้จากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนสูงขึ้น ส่งผลให้ผลการประเมินในหมวดกฎเกณฑ์การกำกับดูแลและภาษีอยู่ระดับสูงสุดเทียบกับหมวดอื่น แต่ยังต้องปรับปรุงในเรื่องข้อจำกัดของกองทุนรวมในการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศและการอนุญาตให้กองทุนรวมต่างประเทศเสนอขายหน่วยลงทุนต่อผู้ลงทุนในประเทศได้โดยตรง
สำหรับหมวดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ธุรกิจกองทุนรวมไทยได้รับการประเมินสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่น เนื่องจากกองทุนรวมส่วนใหญ่ไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมจากการซื้อขายหน่วยลงทุน
สำหรับหมวดการเปิดเผยข้อมูล ธุรกิจกองทุนรวมไทยได้รับการประเมินในระดับปานกลาง โดยในส่วนของหนังสือชี้ชวนส่วนสรุป ยังขาดข้อมูลสำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (trading cost) ชื่อผู้จัดการกองทุน ประสบการณ์ ระยะเวลาจัดการกองทุนนั้น ๆ ผลตอบแทนที่ได้รับและข้อมูลการลงทุนในกองทุนที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของผู้จัดการกองทุนนั้น ๆ
วรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ผลการวิจัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจจัดการกองทุนรวมไทยพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยังคงรักษามาตรฐานการดำเนินการไว้ได้ โดยยังมีเรื่องที่พัฒนาได้อีกมาก
บิ๊ก บจ.ฮิตขายหุ้นยกล็อต
สภาพตลาดหุ้นที่สนใจดัชนีสามารถยืนเหนือระดับ 1,600 จุด ส่งผลให้ราคาของหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้นถ้วนหน้า และได้กลายเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ ในแต่ละบริษัทสนใจขายหุ้นล็อตใหญ่ (บิ๊กล็อต) ให้กับกลุ่มนักลงทุนที่สนใจเข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจ โดยล่าสุด ทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ถือหุ้นบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ได้ขายหุ้นจำนวน 235 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 1,527.5 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 6.50 บาทต่อหุ้น บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) จำนวน 2,171,500 หุ้น มูลค่ารวม 473.38 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 218 บาท บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) จำนวน 1,244,400 หุ้น มูลค่า 117.45 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 94.38 บาท บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ วิศวการ (IFEC) จำนวน 39.50 ล้านหุ้น มูลค่า 165.78 ล้านบาท เฉลี่ย 4.20 บาทต่อหุ้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) จำนวน 676,900 หุ้น รวมมูลค่า 108.64 ล้านบาท ราคา 160.50 บาท และบริษัท แคปปิทอล เอ็นจิเนียริ่ง เน็ตเวิร์ค (CENF) จำนวน 24 ล้านหุ้น มูลค่า 100.80 ล้านบาท เฉลี่ย 4.20 บาทต่อหุ้น
ด้านชัยสิทธิ์ วิริยะเมตตากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี (VIBHA) เปิดเผยว่า บริษัทซื้อหุ้นบริษัท ศิครินทร์ (SKR) จำนวน 5.8 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.80% ของทุนชำระแล้วของ SKR ขณะที่วิชัย ทองแตง และกนานุช เล็กวิจิตร ได้เข้าซื้อหุ้นล็อตใหญ่ จากพงษ์ชัย อมตานนท์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกรรมการ บริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น (FORTH) จำนวน 100 ล้านหุ้น หรือ 10.42%







