
ดันไทยศูนย์กลางพลังงานในอาเซียน
“พงษ์ศักดิ์” หวังดันไทยศูนย์กลางธุรกิจพลังงาน อีก 20-30 ปีข้างหน้า
“พงษ์ศักดิ์” หวังดันไทยศูนย์กลางธุรกิจพลังงาน อีก 20-30 ปีข้างหน้า
อีก 2030 ปี ข้างหน้า ส่งเสริมการเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้าท่อปิโตรเลียม สร้างรายได้อุตสาหกรรมพลังงานเข้าประเทศ
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานมีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานในอาเซียน และส่งเสริมให้เกิดการสร้างรายได้จากภาคพลังงานของประเทศ โดยต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านระบบส่งเชื่อมโยงไฟฟ้าและท่อส่งปิโตรเลียมในอาเซียนในอีก 20-30 ปีข้างหน้า
ถึงทิศทางพลังงานไทยในอนาคตและโอกาสในการลงทุนด้านพลังงานของไทย ว่า
ทั้งนี้ เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ที่ตั้งและเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงภูมิภาคอาเซียนเข้ากับโลก โดยพยายามส่งเสริมให้อุตสาหกรรมพลังงานเป็นฐานในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ และยกระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานเพื่อให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงานของภูมิภาคต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานและการกระจายเชื้อเพลิง เพื่อลดการพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า เป็นการลดต้นทุนในภาคขนส่ง โดยกระทรวงพลังงานได้ทำการศึกษาโครงการก่อสร้างท่อขนส่งปิโตรเลียมทั่วประเทศ และโครงการ Energy Land Bridge เชื่อมโยงทะเลอันดามันและอ่าวไทย ส่งเสริมการค้าน้ำมันระหว่างผู้ขายจากตะวันออกกลางกับผู้ซื้อ เช่น เกาหลีใต้และญี่ปุ่น
ด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนได้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล ลม และแสงอาทิตย์ ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยมีเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทน ให้ได้ 25% ในปี 2570
ขณะเดียวกันยังเดินหน้านโยบายจัดหาพลังงานไฟฟ้าในราคาที่ประชาชนยอมรับได้ ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นทางออกหนึ่ง เนื่องจากมีต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอื่นๆ ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีความได้เปรียบในเชิงต้นทุน และลดภาระค่าใช้จ่ายของภาคครัวเรือนอีกด้วย
“ไทยจำเป็นที่จะต้องศึกษาหาแนวทางในการเตรียมการรองรับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการลดลงของทรัพยากรพลังงาน กระทรวงพลังงานในฐานะผู้กำหนดนโยบาย จึงจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของโลกดังที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อนำสู่นโยบายที่มีประสิทธิภาพและส่งเสริมให้เกิดการสร้างรายได้จากภาคพลังงานของประเทศต่อไป” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตามไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงจากการลดลงของทรัพยากรพลังงานและจากความต้องการพลังงานที่มากขึ้น โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ)คาดการณ์ ปริมาณความต้องการใช้พลังงานของโลกจะขยายตัวมากกว่า 30% จากปัจจุบันภายในปี 2575 หรือระยะเวลา 22ปี ในขณะที่ภูมิภาคอาเซียนจะมีการขยายตัวของการใช้พลังงานถึง 80% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของโลก
นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้ตั้งเป้าหมายในการลดการพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 67% โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็น 20% และพลังงานหมุนเวียนเป็น 18% ภายในปี 2570 ซึ่งจำเป็นต้องรับซื้อไฟฟ้าหรือการลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น แต่โครงการเหล่านี้จะเกิดในประเทศเพื่อนบ้านได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความต้องการการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพื่อนบ้านด้วยว่าจะมีปริมาณไฟฟ้าเหลือพอจำหน่ายให้ประเทศอื่นแค่ไหน







