posttoday
SET ยังอยู่ในช่วงพักฐาน...

SET ยังอยู่ในช่วงพักฐาน...

18 พฤษภาคม 2556

ทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดทำจุดสูงสุดที่ 1,635 จุด ใกล้เคียงกับแนวต้านที่ประเมินไว้ที่ 1,6351,640 จุด ก่อนมีช่วงปรับตัวลงแรงในวันพฤหัสบดี หลังประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกหมด อย่างไรก็ตาม ตลาดกลับมาปรับตัวขึ้นได้ในวันศุกร์

ทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดทำจุดสูงสุดที่ 1,635 จุด ใกล้เคียงกับแนวต้านที่ประเมินไว้ที่ 1,635-1,640 จุด ก่อนมีช่วงปรับตัวลงแรงในวันพฤหัสบดี หลังประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกหมด อย่างไรก็ตาม ตลาดกลับมาปรับตัวขึ้นได้ในวันศุกร์

ประเด็นระหว่างสัปดาห์ที่เป็นปัจจัยที่ตลาดจับตาอยู่ที่การใช้มาตรการผ่อนคลายของเฟด โดยเริ่มมีกระแสข่าวออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องที่เฟดอาจจะลดปริมาณการทำ QE ก่อนกำหนด โดยทางหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานข่าวที่ไม่เป็นทางการว่า เฟดกำลังเตรียมแผนที่จะค่อยๆ ลดขนาดการทำ QE ลง ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงตกลงกันในส่วนของกรอบเวลาที่นำมาใช้ นอกจากนี้ประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขาซานฟรานซิสโก จอห์น วิลเลียม ซึ่งโดยปกติถือว่าเป็นสายกลางไม่ได้เป็นสายเหยี่ยว (ใช้นโยบายการเงินเข้มงวด) กลับมาให้ความเห็นว่า ตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ตลาดแรงงานสหรัฐฟื้นตัวขึ้น และได้เสนอให้ลดปริมาณการทำ QE ลงในช่วง34 เดือนข้างหน้า ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงทองคำ

ทิศทางในสัปดาห์หน้าคาดว่าตลาดจะยังคงอยู่ในช่วงพักฐาน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการแกว่งตัวออกด้านข้างไซด์เวย์ หรือปรับตัวลง โดยแนวต้านยังคงประเมินไว้ที่ 1,635-1,640 จุด ในขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,600 จุด และ 1,570 จุด จะเป็นการเก็งกำไรหุ้นเฉพาะตัวที่มีประเด็น โดยข้อมูลสถิติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนเดือน พ.ค. ของ SET Index ตลาดมักจะให้ผลตอบแทนเป็นลบ ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.53% ในขณะที่ปีนี้ผลตอบแทนเดือน พ.ค. ล่าสุด +1.88% หากเป็นไปตามข้อมูลสถิติตลาดยังมีความเสี่ยงขาลงพอควร

ส่วนปัจจัยที่ต้องจับตาและจะกำหนดทิศทางตลาดอยู่ที่การแถลงของประธานเฟดในมุมมองของเศรษฐกิจสหรัฐต่อคณะกรรมการคลองเกรส โดยตลาดจะจับตาว่าเฟดจะยังคงยืนยันมาตรการ QE ต่อไปหรือไม่ ในคืนวันที่ 22 พ.ค.นี้ (ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีรายงานการประชุมเฟดย้อนหลังด้วย) หากเฟดมีท่าทีที่จะหยุดการซื้อสินทรัพย์บางส่วนจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นได้มากพอควร เนื่องจากการปรับตัวขึ้นของตลาดในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพคล่องที่เพิ่มเข้ามาในระบบ โดยค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสกลับมาแข็งค่าขึ้น หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเนื่องจากทางฝั่งของยุโรป ECB พร้อมออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม อย่างไรก็ตาม เราประเมินว่าการถอนมาตรการออกในทางปฏิบัติยังไม่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ (แต่เป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาของตลาด) เนื่องจากในท่ามกลางธนาคารกลางอื่นๆ ที่พร้อมจะออกมาตรการเพิ่มไม่ว่าจะเป็น ECB และ BOJ หากเฟดถอนหรือลดปริมาณการซื้อสินทรัพย์จะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐทางอ้อม

อย่างไรก็ตาม การออกมาตรการทางเงินของเฟดอยู่ในช่วงท้ายๆ เนื่องจากเศรษฐกิจเริ่มทยอยฟื้นตัว อัตราการว่างงานลดลงมาเหลือ 7.5% ประเด็นนี้จะส่งผลต่อตลาดทองคำที่เคยได้รับประโยชน์จากดอลลาร์อ่อนจากการออกมาตรการเฟด นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว การถือทองคำเพื่อลดความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจะมีน้อยลง ในขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนล่าสุด -0.4% ส่งผลให้ความต้องการถือทองคำเพื่อป้องกันเงินเฟ้อลดลง ภาพรวมทองคำยังคงถูกกดดัน โดยราคาทองคำได้จบรอบการรีบาวด์ไปแล้วที่บริเวณ 1,480 เหรียญสหรัฐ และทองคำสิ้นสุดขาขึ้นที่ยาวนานกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นการที่ราคาทองคำปรับตัวลงมาแรงเราคาดว่าจะมีช่วงรีบาวด์สั้นที่บริเวณ 1,355+/5 เหรียญสหรัฐบ้าง โดยค่าเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่า (จากดอลลาร์แข็ง) จะเป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำในประเทศให้ปรับตัวลงน้อยกว่าราคาทองคำโลก

กลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำให้นักลงทุนซื้อขายตามกรอบการแกว่งตัว โดยเลือกเฉพาะหุ้นที่มีประเด็นไม่ว่าจะเป็นหุ้นที่ถูกเลือกเข้า MSCI Global Standard อย่าง HMPRO MINT TRUE INTUCH หรืออาจเก็งกำไรสั้นและขายก่อนสิ้นเดือนใน DW ของหุ้นแม่ดังกล่าว หากนักลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้ ส่วนหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีประเด็นเล่นเฉพาะตัวสามารถซื้อเก็งกำไร เช่น TASCO TFD SIRI

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน