
การเลือกตั้งในเขตดอนเมือง
กลางเดือน มิ.ย.ที่กำลังจะมาถึงนี้ เขตดอนเมือง ซึ่งเป็นเขตหนึ่งในโซนเหนือของกรุงเทพมหานครจะมีการเลือกตั้งซ่อมเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวนหนึ่งคน ทดแทนท่านอดีต สส.ของเขตนั้น ผู้มีความโด่งดังและมีเรื่องอื้อฉาวในแง่มุมต่างๆ
กลางเดือน มิ.ย.ที่กำลังจะมาถึงนี้ เขตดอนเมือง ซึ่งเป็นเขตหนึ่งในโซนเหนือของกรุงเทพมหานครจะมีการเลือกตั้งซ่อมเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวนหนึ่งคน ทดแทนท่านอดีต สส.ของเขตนั้น ผู้มีความโด่งดังและมีเรื่องอื้อฉาวในแง่มุมต่างๆ
เหตุที่ท่านอดีต สส.ต้องคำพิพากษาถูกตัดสิทธิในการเลือกตั้ง และจำต้องมีการเลือกตั้งขึ้นใหม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนขอไม่กล่าวถึงในที่นี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องดังกล่าวข้างต้น คือการจัดการเลือกตั้งใหม่หรือการเลือกตั้งซ่อมเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง
เนื่องด้วยในกรณีของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคต้นสังกัดของท่านอดีต สส.นั้น ได้ตัดสินใจมีมติพรรคและมีคำแถลงออกมาแล้ว ว่าจะขอส่งคุณแซม หรือคุณยุรนันท์ ภมรมนตรี ลงสมัครเข้าแข่งขัน เพื่อรักษาฐานเสียงหรือรักษาตำแหน่งเอาไว้
ความน่าสนใจและควรแก่การขบคิดกันก็คือ คุณยุรนันท์นั้น ท่านเป็น สส. หรือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว โดยเป็น สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งการลาออกของท่านคงไม่มีผลกระทบอะไรต่อทางพรรคมากนัก เนื่องด้วยสามารถเลื่อนคนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคในอันดับถัดต่อไปเข้ารับตำแหน่ง สส.แทน
แต่การตัดสินของคุณแซม ซึ่งขอลาออกจาก สส.เพื่อไปสมัคร สส.นี้ ต่างหากเป็นเรื่องแปลก เพราะมีความแตกต่างจากการลาออกของ สส.เพื่อไปรับงานรัฐมนตรี หรือไปประกอบอาชีพอื่นๆ ที่มีความถนัดมากกว่า เช่น ไปทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น
เพราะการไปทำงานอย่างอื่นๆ นั้น ยังพอเข้าใจได้ หรือสามารถอธิบายได้ เช่น มีความชอบมากกว่า มีความถนัดมากกว่า มีความคล่องตัวมากกว่า ฯลฯ แต่การลาออกจาก สส. เพื่อไปสมัครเป็น สส. นั้น เป็นงานอย่างเดียวกัน
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดและความเข้าใจต่อการเป็น “ตัวแทน” ของคนไทยโดยเฉลี่ยได้พอสมควร เนื่องด้วยตัวแทนนั้น เป็นคนที่ประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งเขามีความไว้วางใจ ประชาชนเขาจึงได้มอบอำนาจ มอบความไว้วางใจ และอาจจะถึงขั้นมอบอาณัติให้ผู้แทนนั้นๆ ไปทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ คือประชุมปรึกษาหารือกันในเรื่องของบ้านเมือง มีการออกกฎหมาย และการบริหารกิจการของบ้านเมืองด้วย ทั้งนี้ตามระบบกฎหมายและตามประเพณีการปกครองของประเทศ
การลาออกจาก สส. คือ การขอยกเลิก หรือการตัดความไว้วางใจนั้นไปเสียแล้ว โดยให้เหตุผลในทันทีทันใดว่าจะไปขอความเห็นชอบจากประชาชน และขอรับความไว้วางใจจากประชาชนนั้นใหม่อีก คือไปขออาสาเป็นผู้แทนประชาชนนั่นเอง
อย่างไรก็ดี ควรกล่าวด้วยว่า สส.เดิมที่คุณแซมเป็นนั้นเป็น สส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศ ส่วน สส.ที่จะไปลงสมัครใหม่ในครั้งนี้ เป็น สส.เขต คือเลือกตั้งกันเฉพาะประชาชนในเขตดอนเมือง
อภิปรายวนเวียนไปมา ผู้เขียนก็ยังไม่เห็นเหตุผลของคุณแซมอยู่ดีนั่นเอง ยกเว้นคุณแซมจะถูกบังคับหรือถูกขอร้องแกมบังคับจากพรรค ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดของการเลือกตั้งและของระบอบประชาธิปไตยตัวแทน ซึ่งบางท่านไพล่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยของพรรคการเมือง
เพราะพรรคการเมืองย่อมคิดถึงฐานเสียง หน้าตา ความนิยม การมีจำนวน สส. อยู่ในสังกัด การชนะพรรคการเมืองคู่แข่งด้วยวิธีการต่างๆ ฯลฯ ซึ่งบางครั้งมีการตัดสินใจที่สมเหตุสมผล และบ่อยครั้งมีการตัดสินใจที่ไม่มีเหตุผลอะไรรองรับเลยนอกจากประโยชน์ของพรรคตนเอง
ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน พรรคการเมืองคงคิดคำนวณว่าพรรคคงมีแต่ได้กับได้ เพราะให้คุณแซมลาออกจาก สส. ก็มีการเลื่อนคนถัดไปขึ้นเป็น สส. แทน และให้คุณแซมลงสมัคร สส. ก็คงจะชนะได้ อย่างไรก็ดี คนที่เสียมีคนเดียว คือคุณแซม เพราะทำเรื่องที่ตลก แปลกประหลาด และอาจพลาดพลั้งได้
มีนักวิชาการบางท่านกล่าวว่า การที่พรรคการเมืองตัดสินใจเรื่องอะไรๆ นั้น เรากล่าวรวมๆ ว่าเป็นการตัดสินใจของพรรค เป็นมติของพรรค ฯลฯ แต่ในทางเนื้อหาสาระแล้ว เป็นการตัดสินใจโดยกรรมการบริหารพรรค โดยแกนนำพรรค และโดยเจ้าของพรรคการเมืองต่างหากที่เป็นคำตอบหรือคำอธิบายที่แท้จริง ว่าเจ้าของพรรคคิดอย่างไรเรื่องความเป็นตัวแทน และการได้รับมอบอำนาจจากประชาชน
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้นมีมติส่งผู้สมัครคนเดิม คือ คุณแทนคุณ จิตต์อิสระ เข้าชิงชัย ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะว่าเป็นผู้สมัครหน้าเดิม ทำงานในเขตมาอย่างต่อเนื่อง แสดงความตั้งใจที่จะเป็น สส.เขตอย่างจริงจัง ฯลฯ
นอกจากนี้ ผู้เขียนคาดเดาว่าคงจะมีพรรคการเมืองอื่นๆ ส่งผู้สมัครเข้าแข่งขันอีกจำนวนหนึ่ง อย่างน้อยเพื่อการโฆษณาพรรคของตน หรือการทำให้พรรคมีองค์ประกอบครบถ้วนว่าเคยส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมายพรรคการเมือง เป็นต้น
แต่ในท้ายที่สุด การเลือกตั้งและการแข่งขันทางการเมืองก็คงเป็นการต่อสู้และชิงชัยของสองพรรคการเมืองใหญ่ และอาจรวมถึงพรรคการเมืองทางเลือก คือ พรรคที่ 3 พรรคที่ 4 และพรรคที่ 5 ด้วย ซึ่งสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยของประเทศในลักษณะหนึ่ง เพราะประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายต้องมีการแข่งขันของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งหมายรวมถึงการแข่งขันกันของพรรคการเมืองอย่างน้อยจำนวนสองพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนการตัดสินใจคงขึ้นกับประชาชนว่าจะเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองใด ด้วยเหตุผลใด ซึ่งในครั้งนี้ผู้สมัครจากพรรคการเมืองใหญ่อันดับหนึ่งได้ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยเหตุผลที่แปลกประหลาดไปเสียแล้ว ประชาชนก็น่าจะออกเสียงของตนอย่างแปลกๆ ตามไปด้วย







