posttoday
แนะรายย่อยตั้งรับบาทแข็ง

แนะรายย่อยตั้งรับบาทแข็ง

17 พฤษภาคม 2556

พาณิชย์เวิร์กช็อปเอสเอ็มอีกว่า300ราย อาหารแช่เยือกแข็งหนักขาดทุนอ่วม.“พาณิชย์” เวิร์กช็อปเอสเอ็มอี ตั้งรับค่าบาท แนะปรับแผนลดต้นทุน

พาณิชย์เวิร์กช็อปเอสเอ็มอีกว่า300ราย อาหารแช่เยือกแข็งหนักขาดทุนอ่วม.“พาณิชย์” เวิร์กช็อปเอสเอ็มอี ตั้งรับค่าบาท แนะปรับแผนลดต้นทุน

เตรียมนำข้อสรุปให้รัฐบาลพิจารณา เผยเสียงส่วนใหญ่ขอให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ด้านส.อาหารแช่เยือกแข็งแนะเอสเอ็มอีบริหารจัดการความเสี่ยง

นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้เชิญผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในอุตสาหกรรมต่างๆ ประมาณ 300 ราย เช่น เครื่องนุ่งห่ม ชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ และข้าว มาร่วมรับฟังแนวทางการรับมือกับปัญหาเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเสียงส่วนใหญ่มองว่าเงินบาทไทยแข็งค่ากว่าค่าเงินของประเทศในภูมิภาค ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง

ทั้งนี้ นักวิชาการได้เสนอให้ภาครัฐเข้ามาช่วยบริหารจัดการค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับค่าเงินของต่างประเทศ โดยชี้ให้เห็นว่าถ้าเงินบาทแข็งค่าจะเกิดผลกระทบต่อภาคการส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น สินค้าเกษตร รายได้ของเกษตรกรจะลดลง และยังมีปัญหากระทบไปถึงสต๊อกสินค้าเกษตรต่างๆ ที่จะขายได้ราคาน้อยลง แต่หากเงินบาทอ่อนค่าลงมาเทียบเท่ากับค่าเงินของประเทศในภูมิภาค จะทำให้การส่งออกไทยแข่งขันได้ดีขึ้น

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า เอสเอ็มอีกำลังเผชิญสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็ว และยังไม่ได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเอสเอ็มอีต้องเร่งปรับตัว โดยศึกษาต้นทุนของตัวเองให้ชัดเจน เพื่อนำมาประกอบการดูแลผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน เช่น การปรับแผนมาใช้วัตถุดิบนำเข้า หรือการนำเข้าเครื่องจักรมาเสริมการผลิต และลดต้นทุนค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น

“เอสเอ็มอีต้องตระหนักว่าหมดยุคบาทอ่อน ค่าแรงถูก ต้นทุนต่ำไปแล้ว” นายพจน์ กล่าว

สำหรับการปรับแผนด้านแรงงาน เดิมอาจใช้แรงงาน 2.3 หมื่นคน เมื่อเจอปัญหาต้องปรับแผนบริหารจัดการใหม่โดยลดคนงานให้เหลือ 2 หมื่นคน และนำเครื่องจักรมาเติมในการผลิต นอกจากนี้ต้องปรับระบบโลจิสติกส์ให้สั้นและประหยัดที่สุด รวมทั้งพิจารณาว่าสินค้าอะไรไม่คุ้มก็เลิกผลิต และเพิ่มกลุ่มสินค้าที่ขายดีแทน เพราะเอสเอ็มอีต้องพึ่งพาตนเองก่อน

ทั้งนี้ ยอดการส่งออกไตรมาส 2 ของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารแช่เยือกแข็งยังไร้อนาคต เพราะเจอปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะกุ้งได้รับผลกระทบจากโรคอีเอ็มเอส รวมทั้งปัญหาเงินบาทแข็งค่า หากไม่ได้รับการแก้ไขจะประสบปัญหาหนัก และกระทบต่อเป้าหมายส่งออกทั้งปีกว่า 5 แสนตัน หรือมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท

“ไตรมาสแรกปีนี้ส่งออกได้แค่ 5.7 หมื่นตัน จากปกติส่งออก 1 แสนตัน หายไป 40% แต่ไตรมาส 2 นี้ผลผลิตก็น่าจะลดลงอีก แถมยังเจอค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ราคาสินค้าไทยจะเพิ่มขึ้น 20-30% แต่ผู้ส่งออกไม่สามารถขึ้นราคาได้ หลังจากนี้จะเห็นการขาดทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีอยู่ลำบาก” นายพจน์ กล่าว

นายพจน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ อุตสาหกรรมส่งออกกุ้งเจอปัญหาหนักหลายด้าน โดยเฉพาะโรคอีเอ็มเอสในกุ้งทำให้ผลผลิตหายไป 40% รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ตลอดจนปัญหาขาดแคลนแรงงานและค่าแรงงานสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่ม 50% อีกทั้งยอดส่งออกไตรมาสแรกยังเสียหาย 23 หมื่นล้านบาท ดังนั้นหากต่อไปสถานการณ์ไม่ดีขึ้นการส่งออกไตรมาส 2 ปีนี้จะประสบปัญหาหนัก

“รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า การประชุมเวิร์กชอปครั้งนี้ เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ระบุว่าได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท และไม่ต้องการให้เงินบาทแข็งค่าไปกว่านี้ เพราะทำธุรกิจได้ยาก และมองว่า รัฐบาลต้องใช้มาตรการที่มีอยู่เพื่อทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมา โดยเฉพาะการลดอัตราดอกเบี้ยที่ควรจะต้องทำเป็นอันดับต้นๆ เพราะปัจจุบันนี้ หลายๆ ประเทศได้ใช้มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยในการทำให้ค่าเงินอ่อนค่า และป้องกันการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงิน

แนะรายย่อยตั้งรับบาทแข็ง

 

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า