
สองโมเดลปรับตัวที่ไทยควรดูแบบอย่าง
.....นคร สังขรัตน์
เกาหลีใต้และสิงคโปร์: สองโมเดลการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไทยควรดูเป็นแบบอย่าง
“
เกาหลีใต้” จากประเทศที่เคยยากจนที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ภายหลังถูกครอบงำโดยญี่ปุ่น และมีปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศจนต้องแบ่งแยกออกเป็นเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้ ในช่วงทศวรรษ 19501960 แต่ด้วยการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมียุทธศาสตร์ตลอดระยะเวลา 34 ทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้เกาหลีใต้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชีย มีสินค้าส่งออกติดแบรนด์ดังระดับโลก เช่น ซัมซุง แอลจี ฮุนไดเกาหลีใต้เริ่มพัฒนาประเทศด้วยการประกาศใช้แผนพัฒนาฉบับแรก (19621966) มุ่งเน้นไปที่การทดแทนนำเข้าเป็นหลัก ได้แก่ การผลิตถ่านหิน ซีเมนต์ ปุ๋ย เหล็กกล้า เป็นต้น ต่อมามีการปรับโครงสร้างจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากไปสู่อุตสาหกรรมหนักเพื่อการส่งออก ช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 2 (1967
–1971) เน้นการขยายฐานการส่งออกให้เติบโตสูงขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าอุตสาหกรรมในตลาดโลก โดยใช้นโยบายชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศ ช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 3 (1972–1976) มุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าประเภททุน เช่น เรือเดินสมุทร เครื่องจักรยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ และเคมีภัณฑ์ เป็นต้น และต้นทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมไอทีและเทคโนโลยีระดับสูง โดยมีกลุ่มบริษัทซัมซุง และแอลจีเป็นผู้นํา ในปี 2009 อุตสาหกรรมดังกล่าวมีมูลค่าสูงถึง 1.21 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 34 ของสินค้าส่งออกทั้งหมด และส่งผลให้เกาหลีใต้เกินดุลการค้ากับต่างประเทศเป็นจํานวนมากปัจจุบันรัฐบาลเกาหลีใต้มุ่งเน้นการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมบริการ เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านการค้าและวัฒนธรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีการพัฒนาเมืองอินชอนเพื่อเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเป็นแหล่งเงินทุนที่ทันสมัยที่สุด ควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรม รัฐบาลเกาหลีใต้ประมาณการว่าในปี 2030 จะสามารถส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมเป็นมูลค่ากว่า 13,761 ล้านเหรียญสหรัฐ และเกิดการจ้างงาน 1.6 ล้านคน
“
สิงคโปร์” ประเทศที่เพิ่งจะมีอายุ 44 ปี เนื่องจากเพิ่งแยกตัวเป็นเอกราชในปี 1965 ได้กลายเป็นประเทศที่มีประชากรมีคุณภาพ มีระดับการศึกษาสูง ประชากรมีอัตราการรู้หนังสือสูงถึง 96.3% ทั้งนี้สิงคโปร์จัดเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถทางการแข่งขันสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ตามรายงานความสามารถทางการแข่งขันของโลกระหว่างปี 20092010 ของ World Economic Forum และยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นศูนย์กลางการเงิน/การคลังอันดับที่ 4 ของโลก รองจากบริเทน ออสเตรเลีย และสหรัฐ เป็นต้น ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการวางแผนในการพัฒนาประเทศอย่างมียุทธศาสตร์และมีความต่อเนื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจ ประกอบกับวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศที่กว้างไกล และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลสิงคโปร์เริ่มต้นการพัฒนาประเทศโดยการใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1965 โดยมีอัตราการเติบโตตลอดช่วงเวลาระหว่างปี 19701999 สูงเฉลี่ยปีละ 8.0% โดยใช้นโยบายการชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศ การลดกำแพงภาษีทั้งการนำเข้าและการส่งออก ดังนั้นการค้าระหว่างประเทศจึงเป็นเครื่องจักรสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ โดยในปี 2005 มีมูลค่าการค้าต่างประเทศสูงถึงร้อยละ 367.96 ของ GDP อย่างไรก็ตามการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และอาเซียนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจจากกลุ่มประเทศดังกล่าวได้ง่าย ประกอบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีน และอินเดีย ก็ยังบั่นทอนความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอีกด้วย
ดังนั้น รัฐบาลจึงมีแนวคิดในการปรับโครงสร้างการผลิตและการบริการของประเทศ โดยในระยะสั้นจะมีการทำข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับประเทศต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันสิงคโปร์มีการทำข้อตกลงกับต่างประเทศเกี่ยวกับสินค้าถึง 14 ข้อตกลง ในขณะที่ในระยะยาวสิงคโปร์ได้วางแผนยุทธศาสตร์ในการก้าวกระโดดจากระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (Industrial Economy) ไปสู่ระบบเศรษฐกิจบริการ (Service Economy) นั่นเอง







