
ไทยศรีฯดันลูกสาวปรับภาพลักษณ์บริษัท
โดย วารุณี อินวันนา
คนรุ่นเก่ามีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้วกับลูกค้าเก่า ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของบริษัท ผู้บริหารรุ่นใหม่ จะเข้าใจความต้องการของผู้บริโภครุ่นนี้ได้ดีกว่า
โดย วารุณี อินวันนา
สัปดาห์ที่ผ่านมา 'นที พานิชชีวะ' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยศรีประกันภัย เปิดตัวผู้บริหารรุ่นใหม่ 'คล้ายเดือน พานิชชีวะ' ลูกสาวคนโต ในตำแหน่ง ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานประชาสัมพันธ์และภาพลักษณ์องกรต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก
“ไทยศรีฯมีอายุ 60 ปีแล้ว ถ้าเทียบกับคนก็แก่แล้ว และตอนนี้เรามองว่าบริษัทเหมือนเกิดใหม่ จึงเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างคน สินค้า และ ช่องทางการจัดจำหน่าย โดยสร้างผู้บริหารที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาเสริม ตอนนี้กำลังสรรหาดาวเด่นจากแต่ละแผนก หรือ ระดับ talent และรับคนจากข้างนอกเข้ามาเสริม เพราะคนรุ่นผมถึงเวลาก็ต้องปล่อยให้คนรุ่นใหม่ทำต่อไป ปีนี้เราจะใช้งบประมาณ 10 ล้านบาทในการฝึกอบรมคน และปรับปรุงระบบไอที เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีของคนรุ่นใหม่” นที กล่าว
นที กล่าวว่า ผู้บริหารรุ่นใหม่ จะเข้าใจความต้องการของผู้บริโภครุ่นนี้ได้ดีกว่าคนรุ่นเก่า และผู้ที่จะสื่อภาพลักษณ์องค์กร และสินค้า ต้องเป็นคน ที่คนรุ่นใหม่ชื่นชอบ จึงได้นำศิลปิน ดารา เข้ามาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ และ เข้ามาสื่อภาพลักษณ์ใหม่ของบริษัทออกไปสู่สังคม
ส่วนคนรุ่นเก่ามีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่แล้วกับลูกค้าเก่า ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของบริษัทที่จะยังคงให้บริการและปรับบริการให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดูแลลูกค้าเก่าอย่างดีต่อไปและรองรับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาในอนาคต
“บริการเราปรับอยู่ตลอดเวลาให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง โดยเราอยู่ระหว่างการปรับเว็บไซต์ เพื่อให้ออกราคาเบี้ยประกันได้เลย ทำให้ตัวแทนสามารถตอบลูกค้าได้เร็วขึ้น การไปทำเคลมรถยนต์ภายใน 30 นาที เราทำได้ถึง 85% แล้ว เจ้าหน้าที่ใช้ เครื่อง PDA ในการออกไปทำเคลม และทางอู่มีระบบออนไลน์เชื่อมกับทางบริษัทเพื่อเคลมค่าซ่อม” นายนที กล่าว
ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ยังไม่ค่อยเข้าใจความรู้เรื่องประกันภัยเท่าไหร่นัก เพราะในมหาวิทยาลัยไม่ได้มีสอน ที่สอนมีเพียง 2 มหาวิทยาลัยเท่านั้น จึงยังไม่ทราบว่าประกันภัย คือ สถาบันการเงินประเภทหนึ่ง ซึ่งจะต้องมีกลยุทธ์ในการนำความรู้ไปสู่สังคมกลุ่มนี้ ศิลปิน ดารา จะเป็นคนที่สื่อเรื่องประกันภัยได้ดีที่สุด เพราะทุกคนชอบ จะใช้เวลาในการดู การฟัง และซึมซับข้อมูล เพื่อให้รู้จัก
นอกจากนี้ ยังได้ออกแบบสินค้าใหม่ๆ แบบเฉพาะเจาะจงกลุ่มลูกค้าชัดเจน ซึ่งเป็นตลาดที่ยังไม่มีกล้าทำ โดยมีแบบประกันภัยให้บริการถึงกว่า 80 แบบ เช่น รถหรู เรือยอร์ช สปีดโบ้ท มอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ ไปจนถึงลูกค้าระดับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ล่าสุดได้ออกกรมธรรม์คุ้มครองพระ โดยจะคุ้มครองขณะที่บวชเป็นพระในราคา 399 บาท ต่อความคุ้มครองการเสียชีวิต 1 แสนบาท และค่ารักษาพยาบาลต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง 1 หมื่นบาท
“ตอนนี้เรายังขาดเรื่องประชาสัมพันธ์ เพราะผู้บริโภคที่ไม่ใช่รุ่นผม ความต้องการเขาก็แตกต่างไป ไม่เหมือนเดิม ถ้าเขาไม่รู้จักเรา ก็มาเป็นลูกค้าของเราไม่ได้ ก็ต้องใช้คนรุ่นใหม่เข้ามาดูและเป็นตัวแทนของบริษัทในการเสริมฐานลูกค้ารุ่นใหม่เข้ามาเพิ่ม เพื่อจะได้เติบโตไปข้างหน้าได้ พอดีลูกสาวผมเขาชอบงานด้านนี้ เขาเข้ามาเรียนรู้งานได้ปีกว่าแล้ว ก่อนที่จะแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ” นที กล่าว
นที มองว่า โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงมูลค่า 2 ล้านล้านบาท จะเป็นการพลิกสังคมไทย ให้มีการจ้างงานจำนวนมหาศาล การจราจรในอนาคตจะรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สิ่งที่จะตามมาคือความเจริญ ซึ่งจะทำให้ความต้องการประกันภัยของคนรุ่นต่อไปมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวเร็วเข้าสู่คนรุ่นใหม่ได้จะเป็นโอกาสในการเข้าไปเป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้บริโภค
นอกจากนี้ การเปิดเสรีอาเซียน หรือ AEC จะทำให้เกิด Cross Sale กับประเทศที่มีพรมแดนติดกับไทย โดยเฉพาะ 4 ประเทศรอบๆ ไทย ซึ่งได้ปรับปรุงสาขาเชียงราย หาดใหญ่ และอุดร เพื่อให้บริการข้ามแดนแก่ผู้ที่ข้ามไปมา โดยได้ปรับระบบคอลเซ็นเตอร์เป็น 2 ภาษา และสินค้าที่จะออก ก็ต้องเจาะจงลูกค้าในเขตบริเวณดังกล่าว เช่น อาจจะเป็นประกันสุขภาพสำหรับคนลาว การให้บริการประกันสขนส่งข้ามแดนไทย-มาเลย์ หรือ ประกันรถยนต์ที่ขับผ่านในเขตอาเซียนด้วยกัน
บริษัท ยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี ข้อเสีย ของการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าบริษัทมีระบบการบริหารงานที่มีความเป็นมืออาชีพ ได้มาตรฐาน ซึ่งขณะนี้ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาในการศึกษาเรื่องดังกล่าว
สำหรับ 4 เดือนแรกบริษัททำยอดขายไปแล้ว 800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% ซึ่งมั่นใจว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้คือ 2,900-3,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรถยนต์อยู่ที่ 50% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ และจะรักษาสัดส่วนพอร์ตประกันภัยรถยนต์ไว้ที่ 50% ซึ่งเมื่อ 3-4 ปีก่อน มีพอร์ตรถยนต์ 85% ได้ลดลงมาเหลือ 70% และ 65% แต่มีอู่ที่ให้บริการอยู่ถึง 600 แห่ง โดย 70% เป็นอู่เกรดเอ อู่เกรดบี 20% อู่เกรดซี 10% ซึ่งตรงกับกลุ่มลูกค้าประกันภัยรถยนต์ของบริษัทที่ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเกรดเอ
“เรามีลูกค้า 2.7 แสนราย แยกเป็นประกันรถยนต์ 5.5 หมื่นราย รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ 4 พันคัน ที่เหลือเป็นประกันอัคคีภัย และได้ขยายตลาดลูกค้าเอสเอ็มอี จากเดิมที่มีเฉพาะลูกค้าโรงงานขนาดใหญ่” นที กล่าว
นที กล่าวว่า บริษัทเน้นพัฒนาช่องทางการขายที่หลากหลาย ทั้งไฟแนนซ์ โบรกเกอร์ ลูกค้าองค์กร และช่องทางตัวแทน ปีนี้จะเป็นปีแรกที่มีการปรับโครงสร้างผลตอบแทนให้กับตัวแทน ซึ่งมีทั้งหมด 4,000 คน แต่ที่ส่งงานสม่ำเสมอตลอดทั้งปี 400 ราย ด้วยการฝึกอบรมมากขึ้น จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้คึกคักมากกว่าเดิม และจะมีการลงทุนในช่องทาง Social media ให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นที ย้ำว่า ผู้บริหารรุ่นใหม่มีความรู้ ความสามารถ แต่ยังขาดประสบการณ์ จำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้บริหารรุ่นเก่าเพื่อประคับประคองให้บริษัทเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน และเมื่อถึงเวลาที่รุ่นใหม่สั่งสมประสบการณ์ได้มากพอ คนรุ่นเก่าต้องวางมือ







