
ยุโรปชี้ภาคบริการไทยอ่อน
กระทบศักยภาพดึงเอฟดีไอลดลงเตือนเปิดเสรีช้าเสียเปรียบเพื่อนบ้าน
กระทบศักยภาพดึงเอฟดีไอลดลงเตือนเปิดเสรีช้าเสียเปรียบเพื่อนบ้าน
ยุโรปชี้ธุรกิจบริการไทยด้อย กดเอฟดีไอน้อยลง แนะเอฟทีเอไทยอียู ช่วยเพิ่มขีดสามารถการแข่งขัน
นายรอล์ฟ ดีเตอร์ ดาเนียล ประธานสมาคมศูนย์ส่งเสริมธุรกิจยูโรเปียนอาเซียน (อีเอบีซี) เปิดเผยว่า ธุรกิจภาคบริการของไทย ยกเว้นธุรกิจท่องเที่ยว ได้แก่ การบริการภาคการเงิน โลจิสติกส์ ประกันภัย สุขภาพ ไอซีที ค่อนข้างมีจุดด้อย เพราะขาดแคลนเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานในธุรกิจนี้ยังไม่สูงมาก
สำหรับจุดอ่อนนี้ส่งผลให้แนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เข้ามาในไทยน้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เนื่องจากเอฟดีไอส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจภาคบริการ ซึ่งไทยยังไม่เปิดเสรีในธุรกิจประเภทดังกล่าว
ดังนั้น การทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสหภาพยุโรป (อียู) จะช่วยลดอุปสรรคที่มีต่อการลงทุนของอียูในภาคธุรกิจบริการของไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย
“การเปิดเสรีจะจำเป็นต่อการพัฒนาธุรกิจภาคบริการของไทยที่ยังเป็นจุดอ่อน ซึ่งเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว การลงทุนจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น และเป็นการแข่งขันในระดับที่เท่าเทียมกับภาคการผลิต ที่ได้รับการเปิดเสรีและมีสิทธิประโยชน์เอื้อต่อการลงทุนอย่างเต็มที่” นายดาเนียล กล่าว
นางลิน ค็อก รองประธานอีเอบีซี กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่มาจากภาคบริการของไทยลดลง เนื่องจากแรงงานในภาคบริการซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 41% ของแรงงานทั้งหมดสามารถสร้างจีดีพีได้เป็นเพียง 50% ขณะที่ภาคการผลิตมีแรงงานสัดส่วนเพียง 21% แต่สร้างสัดส่วนของจีดีพีได้ 41% ดังนั้นจึงต้องพัฒนาศักยภาพของแรงงานภาคบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพของคนกลุ่มนี้
ทั้งนี้ เอฟทีเอจะช่วยส่งเสริมให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันบนพื้นฐานของการค้าและการลงทุนร่วมกัน และไทยจะได้รับประโยชน์จากการทำเอฟทีเอ
ขณะเดียวกันอียูก็อยู่ระหว่างการเจรจาในลักษณะเดียวกันกับประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามควบคู่ไปด้วย หากการเจรจาของไทยไม่คืบหน้าอาจเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านได้







