
เล็งที่รัฐทำสถานีรถไฟเร็วสูง
เตรียมหารือคลังร่วมวางแนวก่อสร้างยันไฮสปีดเทรนหนุนจีดีพีโตเพิ่ม
เตรียมหารือคลังร่วมวางแนวก่อสร้างยันไฮสปีดเทรนหนุนจีดีพีโตเพิ่ม
“ชัชชาติ” ย้ำไฮสปีดเทรนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ เตรียมถกคลังใช้ที่ราชพัสดุทำสถานี สร้างรายได้ให้รัฐ
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายในงานสัมมนาเรื่องรถไฟฟ้าไฮสปีดเทรน พลิกโฉมประเทศไทย Connectivity = Opportunity ว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงไม่ใช่การพัฒนาเพียงแค่ระบบขนส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ รัฐบาลจะต้องมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าจากโครงการนอกเหนือไปจากค่าตั๋วโดยสาร โดยเร่งเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์และการท่องเที่ยว เพื่อนำรายได้กลับมาจ่ายคืนเงินกู้ และนำมาพัฒนาสร้างรถไฟสายใหม่ และหลังจากการสร้างรถไฟความเร็วสูง 10 ปี จะผลักดันให้อัตราการเจริญเติบโตในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวเพิ่มจากอัตราปัจจุบันปีละ 1%
“ผมได้ให้นโยบายกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ว่าจุดสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงควรจะต้องอยู่ในพื้นที่ของ ร.ฟ.ท. หรือพื้นที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นพื้นที่ของรัฐบาลให้มากที่สุด เพื่อที่จะสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ให้กับภาครัฐโดยตรง (จากการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจในพื้นที่ที่รถไฟความเร็วสูงไปถึง) เพราะที่ผ่านมาผู้ที่ได้ประโยชน์คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน โดยเร็วๆ นี้จะหารือร่วมกับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เพื่อวางแนวทางการก่อสร้างสถานีร่วมกัน” นายชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติ กล่าวอีกว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง เพราะหากไม่เร่งก่อสร้างวันนี้ อาจทำให้ต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มขึ้นจาก 8 แสนล้านบาทในปัจจุบัน เป็น 2 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ ระยะที่ 1 จะเร่งสร้าง 4 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯพิษณุโลก กรุงเทพฯโคราช กรุงเทพฯพัทยา และกรุงเทพฯหัวหิน และคาดว่าเดือน มิ.ย. จะสามารถยื่นรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเส้นทางกรุงเทพฯพิษณุโลก และเส้นทางกรุงเทพฯนครราชสีมาหนองคาย
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท รัฐบาลมีเป้าหมาย 3 ประการ คือ 1.การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน เพื่อต่อยอดแหล่งรายได้ประเทศจาก 60 ล้านคน เป็น 600 ล้านคน โดยเน้นการพัฒนาการขนส่งระบบราง ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ รถไฟรางคู่ทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมการขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับเพื่อนบ้าน และรถไฟความเร็วสูงเชื่อมการเดินทางของคน การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูง
2.กระจายความเจริญไปยังเมืองรอง และสร้างศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ และ 3.เพิ่มประสิทธิภาพด้านความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว
“มั่นใจว่าการลงทุนโครงการดังกล่าวจะมีผลตอบแทนกลับมาอย่างน้อย 12% ของจีดีพี ต้นทุนการขนส่งต่อจีดีพีจะลดจาก 15% เป็น 13% ช่วยประหยัดต้นทุน 2.4 หมื่นล้านบาท ช่วยเพิ่มการจ้างงาน 5 แสนคน และคาดว่าจะคุ้มทุนภายใน 810 ปี” นายนิวัฒน์ธำรง กล่าว
สำหรับกรณีที่หลายฝ่ายมองว่ารถไฟความเร็วสูงเป็นโครงการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าเมื่อพิจารณารายได้จากค่าโดยสารนั้น นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ควรต้องมองถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องในส่วนอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะการกระจายรายได้ด้านการค้า การท่องเที่ยว ไปยังท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาว







