posttoday
เมย์แบงก์กิมเอ็งปักธงเป้าดัชนี1,750จุด

เมย์แบงก์กิมเอ็งปักธงเป้าดัชนี1,750จุด

16 พฤษภาคม 2556

เมย์แบงก์ ประเมินดัชนีหุ้นไทยขึ้นได้อีก 10% หรือ 1,750 จุด ภายใต้กรณีดีที่สุด การเมืองไม่มีเหตุร้ายแรง

เมย์แบงก์ ประเมินดัชนีหุ้นไทยขึ้นได้อีก 10% หรือ 1,750 จุด ภายใต้กรณีดีที่สุด การเมืองไม่มีเหตุร้ายแรง

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET เปิดเผยว่า ประเมินดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก 10% จากระดับปัจจุบัน หรือราคาดัชนีเป้าหมายในอีก 12 เดือนข้างหน้าที่ระดับ 1,750 จุด ซึ่งเข้าใกล้กับสถิติสูงสุดเดิม 1,789 จุด เมื่อ 19 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม มี 3 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อแนวโน้มหุ้นไทย คือ 1.ประเด็นการเมืองในประเทศ คาดว่าจะมีความร้อนแรงในช่วงไตรมาส 3 เพราะจะเป็นระยะที่หลายๆ กรณีมีการพิจารณาในระยะนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการแก้ไขกฎหมายนิรโทษกรรม เรื่องระหว่างไทยและกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร

2.นโยบายการใช้มาตรการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และ 3.ผลการเลือกตั้งในเยอรมนี ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจแก้วิกฤตเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยุโรป

จากปัจจัยดังกล่าวทางฝ่ายวิจัยได้จัดแบ่งแนวโน้มดัชนีหุ้นออกเป็น 3 สมมติฐาน คือ กรณีดีที่สุด การเมืองไม่มีปัญหา ดัชนีหุ้นจะอยู่ที่ 1,750-1,800 จุด กรณีปานกลาง ดัชนีหุ้นจะอยู่ที่ 1,650-1,700 จุด และกรณีเลวร้ายสุด สถานการณ์การเมืองไม่ดี เฟดลดการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ดัชนีหุ้นไทยอาจกลับไปอยู่ที่ระดับ 1,400-1,500 จุด

“สำหรับส่วนตัวแล้วให้น้ำหนักดัชนีหุ้นไทยน่าจะเป็นไปในแนวโน้มกรณีดีที่สุด หรือดัชนีหุ้นมีโอกาสแตะระดับ 1,750-1,800 จุด ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ทางกิมเอ็งมองไว้” นายสุกิจ กล่าว

ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในกลุ่มหมวดที่มีโอกาสปรับตัวบวกสูงกว่าดัชนีตลาด หรือที่ผ่านมาผู้ลงทุนให้ความสนใจน้อย นั่นคือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ วัสดุก่อสร้าง และให้เริ่มทยอยสะสมกลุ่มพลังงานและอาหาร เพราะราคาหุ้นยังต่ำ

นอกจากนั้น ยังให้ 4 หลักในการลงทุน คือ 1.บริษัทจดทะเบียนที่ได้ขายสินทรัพย์ออกไป ถือว่าเป็นหุ้นปลอดภัย เช่น บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) และบริษัท ช.การช่าง (CK) 2.หลักลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์มีโอกาสขึ้นแรง เช่น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) ซึ่งมีความเสี่ยง หากเศรษฐกิจโลกกลับไปแย่

3.ลงทุนในกลุ่มหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการจะพลิกฟื้นจากขาดทุนมามีกำไร เช่น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) และบริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) และหลักการลงทุนที่ 4 คือ หุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) และบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี (MFEC)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท