
ปั้นซอฟต์แวร์ไทยรับขาขึ้นจับคู่-ต่อยอด ชิงไอที 2 แสนล.
พูดถึงอุตสาหกรรมไอซีทีมูลค่า 7 แสนล้านบาทต่อปี มีสัดส่วนของภาคโทรคมนาคมอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ถือเป็นตัวเลขมหาศาลเพราะเกี่ยวข้องกับการให้บริการคนทั้งประเทศ ขณะที่สัดส่วนของไอทีกว่า 2 แสนล้านบาท มีส่วนผลักดันส่งเสริมอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือภาพรวมของอุตสาหกรรมที่เป็นอยู่
พูดถึงอุตสาหกรรมไอซีทีมูลค่า 7 แสนล้านบาทต่อปี มีสัดส่วนของภาคโทรคมนาคมอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท ถือเป็นตัวเลขมหาศาลเพราะเกี่ยวข้องกับการให้บริการคนทั้งประเทศ ขณะที่สัดส่วนของไอทีกว่า 2 แสนล้านบาท มีส่วนผลักดันส่งเสริมอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือภาพรวมของอุตสาหกรรมที่เป็นอยู่
เมื่อเจาะลึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมไอทีมูลค่า 2 แสนล้านบาทในขณะนี้ ฮาร์ดแวร์กำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างชัดเจน เพราะการเกิดขึ้นของบริการคลาวด์ คอมพิวติ้ง ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างทั้งระบบเปลี่ยนไปจากซื้อมาขายไป กลายเป็นรูปแบบบริการ จ่ายเมื่อใช้จริงเท่านั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นขาขึ้นที่ชัดเจนของซอฟต์แวร์
อดิเรก ปฏิทัศน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย หรือ เอทีซีไอ กล่าวว่า ธุรกิจเอสเอ็มอี แต่เดิมมีการซื้อฮาร์ดแวร์ประเภทเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจไม่มากอยู่แล้ว และยิ่งเปลี่ยนรูปแบบเป็นใช้บริการผ่านคลาวด์ คือจ่ายเมื่อใช้จริงดังที่กล่าวไป ยิ่งทำให้มูลค่าในตลาดฮาร์ดแวร์ลดลงไปอีก ประเด็นนี้ยังกระทบถึงตลาดโน้ตบุ๊กและคอมพิวเตอร์ ที่การใช้งานนานขึ้น การซื้อเครื่องใหม่ลดลง และเปลี่ยนมาซื้อแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนทดแทน ซึ่งมาพร้อมกับการใช้แอพพลิเคชั่นและซอฟต์แวร์มาเสริมมากขึ้น
ด้านตลาดองค์กรขนาดใหญ่ในภาคโทรคมนาคม การเงินธนาคาร แม้ว่ายังคงมีการลงทุนฮาร์ดแวร์แต่จะเน้นในระยะยาวมากขึ้น สุดท้ายการซื้อในรูปแบบฮาร์ดแวร์ก็ลดลงอยู่ดี จากภาพของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทั้งสองขนาด ทำให้ผู้ให้บริการระบบไอที ที่เน้นการซื้อมาขายไปอยู่ได้ยากขึ้น หรืออาจล้มหายไปจากตลาด ยิ่งในตลาดภาครัฐมีการตั้งหน่วยงานกลาง คือ สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ สรอ. มาดูแลเรื่องไอทีให้หน่วยงานภาครัฐ การจัดซื้อก็กำลังลดลงเช่นกัน
“การใช้งานไอทีจะเหมือนการใช้งานไฟฟ้า คือ ถ้าต้องการแสงสว่างก็เปิดไฟแล้วก็จ่ายค่าไฟฟ้าเท่าที่เปิดใช้งาน ไอทีก็เช่นเดียวกัน ไม่ต้องลงทุนมากๆ ซื้อเครื่องมาไว้และต้องดูแลรักษา แต่ต่อไปแค่มีอินเทอร์เน็ตมีเครื่องปลายทาง เชื่อมต่อแล้วใช้งานได้เลย และจ่ายเงินเท่าที่ใช้จริง ทั้งหมดคือเรื่องของซอฟต์แวร์เป็นหลัก” อดิเรก กล่าว
จากแนวโน้มดังกล่าว การพัฒนาบุคลากรคือหัวใจสำคัญอันดับแรก เพราะซอฟต์แวร์คือสินค้าและบริการที่พัฒนาโดยคนไอทีที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยต้องโฟกัสที่ตลาดซอฟต์แวร์เป็นหลัก และต้องสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้น ยิ่งสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (ซิป้า) มีเป้าหมายจะเป็นฮับด้านซอฟต์แวร์ของภูมิภาคเอเชีย ยิ่งต้องสื่อสารให้ชัดเจนไปทั่วโลก
กิตตินันท์ อนุพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอนีแวทูโก ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น ไอเลิร์ทยู ซึ่งชนะการแข่งขัน APICTA ระดับเอเชีย กล่าวว่า แนวทางหนึ่งที่เอกชนและรัฐจะร่วมมือกันสนับสนุนได้ดี คือ ต้องสร้างการรวมกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์ไทยที่ชนะการประกวดระดับประเทศและระดับภูมิภาค ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 40 บริษัท และอาจจะรวมกับบริษัทซอฟต์แวร์ไทยอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน จัดเป็นโซลูชั่นเฉพาะทางเพื่อบุกตลาดต่างประเทศ
ตัวอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ มีการเลือกซอฟต์แวร์ใน 4 อุตสาหกรรมหลัก คือ ท่องเที่ยว, การเงิน, ก่อสร้าง และสุขภาพ ทั้ง 4 อุตสาหกรรมจะมีบริษัทซอฟต์แวร์ไทยหลักๆ และจับมือร่วมกับอีก 34 บริษัทที่มีซอฟต์แวร์ใกล้เคียงกัน จัดเป็นโซลูชั่นที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน และออกไปลุยตลาดต่างประเทศ รูปแบบนี้เรียกว่าการร่วมกันทำตลาด
“บริษัทซอฟต์แวร์ที่เป็นแกนหลัก อาจจะได้รับรางวัล APICTA เพื่อเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ เช่น ไอเลิร์ทยู ที่เป็นด้านสุขภาพและเตือนภัย จะจับมือกับอีก 34 บริษัท ตอนนี้เตรียมทำตลาดที่ลอนดอน รวมถึงอีกหลายประเทศในภูมิภาคต่างๆ ของโลก นี่คือการสร้างสินค้าและบริการที่ดีและแตกต่าง” กิตตินันท์ กล่าว
วุฒิกร มโนมัยวิบูลย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีคาร์ท สตูดิโอ ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นแผนที่ได้รับรางวัล APICTA เช่นกัน กล่าวว่า บริษัทซอฟต์แวร์ไทยต้องการการจับคู่ทางธุรกิจ แต่ต้องเน้นเฉพาะทางมากขึ้น นั่นคือการจับคู่ในเชิงเงินทุน การจับคู่ในด้านวิจัยและพัฒนา รวมถึงการจับคู่ทางกลยุทธ์เพื่อต่อยอดธุรกิจ ทั้งหมดต้องมีความเฉพาะทางมากขึ้น ส่วนต่อมาคือความช่วยเหลือด้านการตลาด ที่แม้จะมีมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังต้องการอยู่อย่างต่อเนื่อง
“การสนับสนุนเรื่องอุปกรณ์ เครื่องมือ และเงินทุน รวมถึงพันธมิตรเพื่อต่อยอดธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็น แต่เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น มีสินค้าและบริการที่ดีแล้ว การทำตลาดคือก้าวที่สำคัญเช่นกัน การร่วมประกวดรางวัลในเวทีต่างๆ ก็มีส่วนแต่เมื่อประกวดชนะแล้ว ต้องเดินหน้าต่อ และที่ปรึกษาด้านการตลาดจะมีบทบาทในส่วนนี้” วุฒิการ กล่าว
ไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการซิป้า กล่าวว่า ซิป้าเพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวได้ดีเท่ากับการร่วมมือกับสมาคมต่างๆ มีแนวคิดต้องการบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการตลาดอย่างเดียวสัก 34 บริษัท ทำหน้าที่ด้านการตลาดอย่างเดียว ซึ่งหากมีบริษัทลักษณะนี้ ซิป้าก็พร้อมให้การสนับสนุนเช่นกัน
หากบริษัทซอฟต์แวร์ไทยสามารถรวมกลุ่มต่อยอดสร้างโซลูชั่นใหม่ๆ ที่ตรงกับความต้องการของตลาด พร้อมๆ กับการสนับสนุนขององค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งรัฐเอกชน เชื่อว่าในสถานการณ์ช่วงขาขึ้นของตลาด ซอฟต์แวร์ไทยจะสามารถเติบโตได้อีกมากแน่นอน n







