
ไมโครอินชัวรันส์ พลิกโฉมคนไทยทำประกัน
8...ทีมข่าวประกัน
ด้วยฐานะรายได้ของคนไทยที่ยังมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทำให้รูปแบบประกันแบบเดิมๆ ที่ขายอยู่ในปัจจุบันคงไม่สามารถทำให้ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะมีจำนวนผู้ถือครองกรมธรรม์ประกันภัยของคนไทยเพิ่มเป็น 50% หรือประมาณ 30 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 25% ตามที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายได้
ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จึงได้พัฒนาแบบประกันใหม่ ซึ่งเป็นแบบประกันสำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือไมโครอินชัวรันส์ขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศสามารถหาซื้อประกันได้ด้วยเบี้ยราคาถูก และให้ความคุ้มครองที่เพียงพอ จะได้มีปริมาณซื้อขายประกันเป็นจำนวนมากขึ้น
สำหรับไมโครอินชัวรันส์นั้นเป็นการประกันภัยประเภทต่างๆ ที่กำหนดเงื่อนไขความคุ้มครองแบบเฉพาะ หรือจำกัดขอบเขตความคุ้มครองไม่สูงมาก และมีอัตราเบี้ยประกันภัยที่ค่อนข้างต่ำเป็นพิเศษ โดยอาจเป็นการประกันชีวิต การประกันภัยทรัพย์สิน หรือการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล และการประกันภัยพืชผลก็ได้
นอกจากนี้ยังมีลักษณะพิเศษ คือ บริษัทประกันภัยจะต้องจ่ายเงินชดเชยหรือค่าสินไหมทดแทนที่เป็นธรรมให้แก่ผู้เอาประกันภัยอย่างรวดเร็ว โดยลดขั้นตอนในการเรียกร้องค่าชดเชย และการพิจารณาจ่ายชดเชยค่าสินไหมทดแทน และมีช่องทางการเข้าถึงผู้มีรายได้น้อยให้ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยและสถิติของบริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ ได้รายงานเรื่องคำจำกัดความและความแตกต่างระหว่างไมโครอินชัวรันส์กับประกันภัยแบบดั้งเดิมว่า ไมโครอินชัวรันส์ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทำให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถนำมาใช้บริหารความเสี่ยงของตนเองได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากคนที่มีรายได้น้อยเป็นผู้ที่มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างมาก และจะเป็นกลุ่มแรกที่โดนผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น การว่างงาน การถูกเลิกจ้าง หรือการถูกลดเงินเดือน เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นกลุ่มคนที่ยังมีความเสี่ยงสูงต่อภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การเจ็บป่วย อุบัติเหตุ การสูญเสียทรัพย์สินจากการโจรกรรมหรือไฟไหม้ ผลิตผลทางการเกษตรเสียหาย และภัยธรรมชาติเนื่องจากคนกลุ่มนี้ต้องพักอาศัยในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ค่อยดี หรือต้องทำงานนอกระบบทั้งภาคเกษตรและมิใช่ภาคเกษตร ซึ่งคนเหล่านี้ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการป้องกันความเสี่ยงที่ดีทั้งจากภาครัฐ เช่น ระบบสาธารณสุข และระบบประกันสังคม และจากภาคเอกชนเช่น การประกันภัย สาเหตุเนื่องมาจากการที่คนเหล่านี้ขาดเอกสารหรือหลักฐานที่จะสามารถเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือขาดเอกสารหรือหลักฐานที่จะใช้ทำประกันภัย พร้อมทั้งยังขาดความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัย หรือถูกบริษัทประกันภัยปฏิเสธในการรับทำประกัน ดังนั้นเมื่อความเสียหายเกิดขึ้น คนกลุ่มนี้จึงไม่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวได้ดีเท่าที่ควรนัก ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่คนกลุ่มนี้มีตั้งแต่ การนำเงินที่ออมไว้มาใช้จ่าย การกู้ยืมเงินทั้งในและนอกระบบ การให้ลูกออกจากโรงเรียน ไปจนถึงการขายทรัพย์สินที่ตนมีอยู่
ผลิตภัณฑ์ของ Microinsurance
เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่คนที่มีรายได้น้อยคำนึงถึงมากที่สุด โดยการรวบรวมข้อมูลของ
Monique Cohen and Jennefer Sabstad (2006) เห็นได้ว่า แต่ละประเทศที่ถูกรวบรวมข้อมูลนั้นให้ลำดับ
ความสำคัญของความเสี่ยงแตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม การเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัวถือเป็นความ
เสี่ยงที่ได้รับความสำคัญมากที่สุด รองลงมาได้แก่ การตาย โดยเฉพาะของผู้ที่หารายได้เลี้ยงครอบครัว ส่วน
ความเสี่ยงอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุ ทรัพย์สินเสียหาย และภัยธรรมชาติ ยังเป็นสิ่งที่คนที่มีรายได้น้อยมีความกังวล
เช่นกัน ดังตารางที่ 1 ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของ Microinsurance ที่มีการดำเนินการอยู่ในหลายๆ ประเทศจึงมี
อย่างหลากหลาย โดยมีตั้งแต่การประกันชีวิต การประกันสุขภาพ การประกันอุบัติเหตุ การประกันทรัพย์สิน
การประกันภัยธรรมชาติ และการประกันพืชผล เฉกเช่นเดียวกับการประกันภัยแบบดั้งเดิม (Traditional
Insurance) ที่มีการซื้อขายกันอยู่ในปัจจุบัน
ตารางที่ 1: ความเสี่ยงที่คนรายได้น้อยให้ความสำคัญของต่างประเทศ
ประเทศ ความเสี่ยง
อูกันดา
• เจ็บป่วย, ตาย, ทุพลภาพ, ทรัพย์สินเสียหาย และไม่มีเงินชำระหนี้มาลาวี
• ตาย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก HIV/AIDS), ขาดอาหาร, เจ็บป่วย และขาดโอกาสทางการศึกษาฟิลิปปินส์
• ตาย, สูงอายุ และเจ็บป่วยเวียดนาม
• เจ็บป่วย, ภัยธรรมชาติ, อุบัติเหตุ และความเสียหายที่เกิดกับปศุสัตว์อินโดนีเซีย
• เจ็บป่วย, การขาดโอกาสทางการศึกษาของเด็ก และผลผลิตตกต่ำสปป. ลาว
• เจ็บป่วย, โรคระบาดในปศุสัตว์ และตายจอร์เจีย
• เจ็บป่วย, ความเสียหายทางธุรกิจ, ขโมย, การตายของสมาชิกในครอบครัว และการขาดรายได้หลังเกษียณอายุยูเครน
• เจ็บป่วย, ทุพลภาพ และขโมยโบลิเวีย
• เจ็บป่วย, ตาย และความเสียหายของทรัพย์สินรวมถึงผลิตผลทางการเกษตรที่มา: Protecting the poor: A microinsurance compendium, International Labour Office (ILO), 2006
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไมโครอินชัวรันส์จะเป็นประกันภัยสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไมโครอินชัวรันส์จะเป็นการสงเคราะห์ให้แก่คนที่มีรายได้น้อย เนื่องจากการขยายไมโครอินชัวรันส์ไปสู่ผู้ที่มีรายได้น้อยนั้น หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสมจะก่อให้เกิดรายได้และกำไรแก่บริษัทประกันภัยหรือผู้ที่เกี่ยวข้องได้ เพราะไมโครอินชัวรันส์เป็นการดำเนินการกับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา
ดังนั้น ไมโครอินชัวรันส์จึงถือเป็นโอกาสของบริษัทประกันภัยในการขยายตลาดในการทำธุรกิจให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งผลของการขยายตลาดดังกล่าวก่อให้เกิดผลประโยชน์ทั้งต่อบริษัทประกันภัยเอง รวมทั้งในระดับประเทศ คือ เมื่อประเทศมีสวัสดิการทางสังคมที่ดีขึ้น รัฐบาลจะสามารถนำงบประมาณที่ใช้ในการช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ไปพัฒนาส่วนต่างๆ ของประเทศได้
ไมโครอินชัวรันส์จึงไม่ได้วัดจากขนาดขององค์กรหรือหน่วยงานที่จัดให้มีประกันภัย/แบกรับความเสี่ยง โดยองค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับไมโครอินชัวรันส์มีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงใหญ่ เช่น การรวมกลุ่มภายในชุมชน (Communitybased schemes) กลุ่มสหกรณ์ Micro Finance Institute (MFI) ไปจนถึงการให้บริการบริษัทประกันภัยข้ามชาติ เช่น กลุ่มอลิอันซ์ และกลุ่มเอไอจี
ไม่ได้วัดจากขนาดของความเสี่ยงของผู้ทำประกันภัยว่า ความเสี่ยงนั้นเป็นความเสี่ยงที่มีขนาดเล็ก โดยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต่อคนกลุ่มนี้มีตั้งแต่การเจ็บป่วย การเสียทรัพย์สิน ไปจนถึงการเสียชีวิต
และเมื่อพิจารณาถึงรูปแบบการดำเนินการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับไมโครอินชัวรันส์ โดยศึกษาจากประสบการณ์ของต่างประเทศ เห็นได้ว่าการดำเนินการนั้นมีหลากหลายรูปแบบดังนี้
lความร่วมมือระหว่างบริษัทประกันภัยและสหกรณ์ หรือ MFI โดยบริษัทประกันภัยเป็นผู้ออกผลิตภัณฑ์ และให้สหกรณ์ หรือ MFI เป็นตัวแทนในการกระจาย/ขายประกันภัย
lบริษัทประกันภัยที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการคนที่มีรายได้น้อยโดยเฉพาะ
lผู้ให้บริการทางการแพทย์เป็นผู้ขายประกันสุขภาพ
lการรวมกลุ่มของชุมชน
lรัฐบาลให้การสนับสนุนหรืออุดหนุน
lMFI จัดทำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน และให้ผู้ใช้บริการซื้อประกันภัย
เห็นได้ว่าไมโครอินชัวรันส์ไม่ใช่สิ่งใหม่ของการประกันภัย โดยวัตถุประสงค์ของไมโครอินชัวรันส์นั้นเหมือนกันกับประกันภัยแบบดั้งเดิม (TraditionalInsurance) คือ ทั้งไมโครอินชัวรันส์และประกันภัยแบบดั้งเดิมเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงให้แก่ผู้ทำประกันภัยเอง
ไมโครอินชัวรันส์จึงเป็นเพียงการย้อนกลับไปสู่พื้นฐานเริ่มแรกของการประกันภัยแบบดั้งเดิม ซึ่งในอดีตที่ประกันภัยแบบดั้งเดิมเริ่มเป็นที่แพร่หลาย กลุ่มคนที่ต้องการบริหารความเสี่ยงก็คือกลุ่มที่ไม่สามารถที่จะแบกรับความเสี่ยงเองได้ หรือก็คือคนที่มีรายได้น้อยในสมัยนั้นนั่นเอง จึงต้องจัดหาประกันภัยไว้เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น
ดังนั้น คงต้องติดตามต่อไปว่าหลังจากนี้แบบประกันไมโครอินชัวรันส์ที่ คปภ.เพิ่งได้ฤกษ์ขายอย่างเป็นทางการ จะมีส่วนสำคัญที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ของประเทศสามารถเข้าถึงการทำประกันได้อย่างที่รัฐบาลคาดหวังไว้หรือไม่
ที่สำคัญต้องขึ้นอยู่กับภาครัฐด้วยว่าจะผลักดันโครงการนี้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องได้เพียงใด







