posttoday
แบงก์จัดหนักผลิตภัณฑ์บริหารค่าเงินเพื่อเอสเอ็มอี

แบงก์จัดหนักผลิตภัณฑ์บริหารค่าเงินเพื่อเอสเอ็มอี

16 พฤษภาคม 2556

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

โดย...เบญจมาศ เลิศไพบูลย์

หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่ผันผวนและแข็งค่าขึ้น

ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ออกผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินมาเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอีโดยเฉพาะ

ค่าเงินบาทที่ผันผวนตั้งแต่ต้นปีทำให้ธนาคารพาณิชย์เริ่มเฮโลออกผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินเพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า แม้จะมีคำยืนยันจากธนาคารพาณิชย์ว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เมินป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เน้นกล้าได้กล้าเสีย เน้นบริหารกำไรเป็นหลัก

พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ย้ำว่าแม้ลูกค้าเอสเอ็มอีจะไม่นิยมป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน กรณีธนาคารก็มีลูกค้าเอสเอ็มอีไม่ถึง 5% ของฐานสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน แต่เป็นหน้าที่ของธนาคารที่ต้องมีผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า เพราะขณะนี้ธนาคารได้มีการประเมินความเสี่ยงลูกค้าส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาทคิดเป็นสัดส่วน 20% ของสินเชื่อเอสเอ็มอีทั้งหมด

กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่อาจได้รับผลกระทบในการแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ ได้แก่ ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับข้าว อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และไม้ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์

ขณะที่ธนาคารได้ประเมินค่าเงินบาทปลายปีนี้จะแข็งค่าขึ้นไปอยู่ที่ 28.50 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่อาจมีความผันผวนระหว่างปี เงินบาทอาจอ่อนค่าลงจากความไม่แน่นอนเรื่องแนวทางการดูแลค่าเงินบาทของภาครัฐ ธนาคารกสิกรไทยได้ออกผลิตภัณฑ์ป้องกันความเสี่ยงแบบใหม่ที่เรียกว่า KRight Zero ซึ่งเหมาะกับช่วงที่อัตราแลกเปลี่ยนมีความผันผวนสูง มีทิศทางไม่แน่นอน และสามารถป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ 100% เช่นกัน โดยมีความแตกต่างจากการซื้อป้องกันความเสี่ยงทั่วไป คือ ผลิตภัณฑ์นี้เมื่อลูกค้าจองอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้าแล้ว หากถึงกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนราคาตลาดดีกว่า ลูกค้าก็สามารถเลือกอัตราแลกเปลี่ยนที่ให้ประโยชน์กับลูกค้ามากกว่าได้

ธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียม 0.3% ของกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลูกค้าได้รับ ในขณะที่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินทั่วไป ธนาคารไม่คิดค่าธรรมเนียม แต่ลูกค้ารับภาระกำไรขาดทุนเอง

นอกจากนี้ ยังมีวงเงินสินเชื่อการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) ทุกรายจะได้รับวงเงินซื้อป้องกันความเสี่ยงกับธนาคารโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มเติม ส่วนลูกค้าใหม่ธนาคารได้เตรียมวงเงินสินเชื่อ KTrade Premier เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อเสริมสภาพคล่องในการทำธุรกรรมต่างประเทศให้กับลูกค้าใหม่ พร้อมให้วงเงินซื้อป้องกันความเสี่ยงของค่าเงิน โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันนานสูงสุด 3 ปี แต่ใช้บุคคลค้ำประกันและให้วงเงินสินเชื่อสูงสุด 40 ล้านบาท โดยธนาคารตั้งวงเงินสินเชื่อไว้ประมาณ 3,900 ล้านบาท

ด้านปพนธ์ มังคละธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอสเอ็มอีและซัพพลายเชน ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารได้แนะนำให้ลูกค้าส่งออกทำป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ปัจจุบันธนาคารมีผลิตภัณฑ์ “ทีเอ็มบี พรีเพด เอฟเอ็กซ์ ฟอร์เวิร์ด” รูปแบบคือ ลูกค้าเก่าไม่ต้องขอวงเงินซื้อขายเงินตราต่างประเทศ เพราะธนาคารมีข้อมูลลูกค้าอยู่แล้ว เพียงแค่ชำระเงินมัดจำ 12-15% ของมูลค่าธุรกรรมตามสกุลเงินและอายุของสัญญา ลูกค้าก็สามารถจองเหรดค่าเงินได้ทันที เปลี่ยนจากการทำป้องกันความเสี่ยงค่าเงินในปัจจุบัน ลูกค้าต้องขอเปิดวงเงินสินเชื่อก่อนถึงซื้อเหรดค่าเงินได้

ทั้งนี้ ธนาคารจะให้วงเงินลูกค้ารายละไม่เกิน 35 ล้านบาท อายุสัญญาสูงสุด 6 เดือน ครอบคลุม 4 สกุลเงิน ได้แก่ เงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโร เงินเยนญี่ปุ่น เงินเหรียญสิงคโปร์ เปิดให้บริการสำหรับลูกค้าเก่า ก่อนขยายไปยังลูกค้าใหม่

อย่างไรก็ดี ปัญหาขณะนี้ คือ ผู้ส่งออกไม่นิยมทำป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน แต่โดยภาพรวมกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจส่งออกของธนาคารมีจำนวนไม่มากอยู่แล้ว มีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของสินเชื่อเอสเอ็มอีรวม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้านำเข้า ซึ่งภาวะขณะนี้ผู้นำเข้าได้ประโยชน์ ก็ยิ่งไม่ทำป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน เพียงแต่ธนาคารก็เริ่มให้คำแนะนำกลุ่มลูกค้านำเข้าเช่นกัน เพราะหากอนาคตค่าเงินมีความผันผวนกลุ่มนำเข้าก็เกิดความเสี่ยงได้

ธนาคารขนาดเล็กอย่างธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ให้บริการซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า เป็นรูปแบบให้ลูกค้าสามารถซื้อขายเงินตราต่างประเทศ โดยสัญญาว่าจะส่งมอบหรือรับมอบเงินตราต่างประเทศในอนาคต โดยมีเงื่อนไขอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเท่ากับอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบันบวกพรีเมี่ยมหรือส่วนลด ปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 29.75 บาท/เหรียญสหรัฐ บวกพรีเมี่ยม 0.5%ต่อเดือน เท่ากับถ้าเป็นผู้ส่งออกจะได้ราคา 29.80 บาท/เหรียญสหรัฐ ในอีก 1 เดือนข้างหน้า แต่ต้องมีวงเงินสินเชื่อกับธนาคาร

ว่ากันว่าปีนี้เงินบาทจะผันผวนหนัก เดี๋ยวอ่อนเดี๋ยวแข็งค่า ช่วงนี้จึงเป็นมหกรรมพยุงความเสี่ยงจากค่าเงินบาท ธนาคารออกผลิตภัณฑ์กันแบบจัดหนักจัดเต็ม

ฝั่ง บสย.ได้ออกโครงการค้ำประกันการซื้อสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า หรือ Forward Contract ให้เอสเอ็มอีที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่ผันผวน ตั้งเป้าหมายช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยมีวงเงินค้ำประกันรวม 2.4 แสนล้านบาท รวมทุกสถาบันการเงิน โดยผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้บริการทั้งสองโครงการได้พร้อมกัน หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันเท่ากันทั้งสองโครงการที่ 1.75% ต่อปีของวงเงินค้ำประกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท