
เอกชนหนุนรถไฟเร็วสูงขอชัดเจนไม่ใช่แค่กระดาษ
เอกชนหนุนรัฐเดินหน้ารถไฟฟ้าความเร็วสูง ชูบทเรียนญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ ชี้เป็นโอกาสส่งเสริมธุรกิจ
เอกชนหนุนรัฐเดินหน้ารถไฟฟ้าความเร็วสูง ชูบทเรียนญี่ปุ่นเป็นต้นแบบ ชี้เป็นโอกาสส่งเสริมธุรกิจ
น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานกรรมการ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือไฮสปีดเทรน มูลค่าลงทุน 2 ล้านล้านบาทอย่างเต็มที่ เนื่องจากจะสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก เห็นได้จากประเทศญี่ปุ่นที่มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงมานานกว่า 60 ปี ทำให้การคมนาคมขนส่งภายในประเทศคล่องตัว โดยไม่จำกัดเฉพาะเมืองหลวงเพียงแห่งเดียว
“การพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูง จะทำให้ไทยสามารถแข่งขันกับหลายประเทศได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก” น.ส. ศุภลักษณ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เห็นว่ารัฐบาลต้องศึกษาเส้นทางให้เหมาะสม รวมถึงการที่จะเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ที่สำคัญหากไม่เริ่มในเวลานี้ต้นทุนในการก่อสร้างจะเพิ่มสูงขึ้น และรัฐควรหาวิธีพยายามลดต้นทุนการก่อสร้างควบคู่ไปด้วย
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากลุ่มเดอะมอลล์ ได้เข้าไปลงทุนในจังหวัดหัวเมืองอย่างเดอะมอลล์ โคราช มากว่า 10 ปีแล้ว และพบว่าสาขาดังกล่าวมีการเติบโตสูงไม่ต่ำกว่าปีละ 10% เนื่องจากเป็นหัวเมืองที่เข้าสู่ภาคอีสาน ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างการเตรียมก่อสร้างโครงการบลู พอร์ท ที่หัวหิน ซึ่งจะเริ่มลงมือก่อสร้างในปลายปีนี้ เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นกัน
สำหรับกลุ่มเดอะมอลล์เอง ที่ผ่านมาได้ปรับตัวเพื่อรับกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทยมากขึ้น เช่น การปรับพื้นที่สยามพารากอน เพื่อขายสินค้าโอท็อปมากขึ้น รองรับกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีน ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก และนำไปปรับใช้กับศูนย์การค้าในเครือแห่งอื่นด้วย
นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการคือ ต้องการเห็นแผนการลงทุนที่ชัดเจนและเริ่มลงมือก่อสร้างชัดเจน ไม่ใช่เป็นเพียงแผนในกระดาษ เนื่องจากเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์หลายด้าน รวมไปถึงทำให้คนต่างจังหวัดเดินทางกลับบ้านได้ง่ายขึ้น มีต้นทุนการเดินทางต่ำลง และการท่องเที่ยวดีขึ้น
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ กล่าวว่า รถไฟฟ้าความเร็วสูงจะทำให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น สามารถทำงานที่บ้านหรือต่างจังหวัดได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้ามากรุงเทพฯ และจะทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เติบโตอีกหลายเท่าตัว จากปัจจุบันมีมูลค่าเพียง 6 แสนล้านบาท แต่สิ่งที่ภาคเอกชนเป็นห่วงอย่างมากคือ จะทำอย่างไรไม่ให้โครงการขนาดใหญ่เกิดการคอร์รัปชั่น







