posttoday
ทุกข์ของเฮดจ์ฟันด์

ทุกข์ของเฮดจ์ฟันด์

15 พฤษภาคม 2556

เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) เป็นที่รู้จักของคนไทยมาตั้งแต่ปี 2540 หรือเมื่อคราวเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ทำให้สถาบันการเงินตลอดจนธุรกิจบ้านเราล้มระเนระนาดกันเป็นแถว ทำให้เราต้องขอความช่วยเหลือและตกเป็น “ทาส” ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Fund) ไปหลายปี ซึ่งเราก็ “โทษ” เฮดจ์ฟันด์ว่าเป็นต้นเหตุประการหนึ่งของการล่มสลายทางเศรษฐกิจของเราในครั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฮดจ์ฟันด์ของพ่อมดทางการเงินอย่าง จอร์จ โซรอส (George Soros) ที่ถล่มทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทยซะป่นปี้ยับเยิน เป็นบทเรียนให้พูดถึงบ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงขณะนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังประสบภาวะขาดทุนมหาศาลจากมาตรการดูแลค่าเงินบาท

เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) เป็นที่รู้จักของคนไทยมาตั้งแต่ปี 2540 หรือเมื่อคราวเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่ทำให้สถาบันการเงินตลอดจนธุรกิจบ้านเราล้มระเนระนาดกันเป็นแถว ทำให้เราต้องขอความช่วยเหลือและตกเป็น “ทาส” ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Fund) ไปหลายปี ซึ่งเราก็ “โทษ” เฮดจ์ฟันด์ว่าเป็นต้นเหตุประการหนึ่งของการล่มสลายทางเศรษฐกิจของเราในครั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฮดจ์ฟันด์ของพ่อมดทางการเงินอย่าง จอร์จ โซรอส (George Soros) ที่ถล่มทุนสำรองระหว่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทยซะป่นปี้ยับเยิน เป็นบทเรียนให้พูดถึงบ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงขณะนี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังประสบภาวะขาดทุนมหาศาลจากมาตรการดูแลค่าเงินบาท

ความจริงเฮดจ์ฟันด์มีมาเกือบร้อยปีแล้ว ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 1920 โดยแรกเริ่มเดิมทีออกแบบมาเป็นกองทุนการลงทุนเฉพาะบุคคล (Private Investment Fund) ที่มีการบริหารกองทุนอย่างคึกคักหรือมีธุรกรรมค่อนข้างเร็ว ผิดกับกองทุนทั่ว ๆ ไปที่มักลงทุนแบบ “ซื้อเก็บ” และมักสร้างผลตอบแทนในช่วงตลาดหุ้นขาขึ้น โดยเฮดจ์ฟันด์สามารถสร้างผลตอบแทนได้ทั้งในช่วงที่หุ้นขึ้นและหุ้นลง

เฮดจ์ฟันด์จึงมักใช้กลยุทธ์ทั้ง “ซื้อก่อนขาย” และ “ขาย (โดยไม่มีหุ้น) ก่อนซื้อ” กระจัดกระจายไปในหลายตลาด หลากเครื่องมือ (การลงทุน) และเนื่องจากเฮดจ์ฟันด์ไม่ได้ขายให้กับนักลงทุนรายย่อย จึงได้รับการยกเว้นสำหรับกฎระเบียบต่างๆ ที่กำหนดขึ้นเพื่อดูแลนักลงทุนรายย่อย จึงสามารถมีวิธีหรือกลยุทธ์ในการลงทุนที่หลากหลาย ตลอดจนไม่ต้องถูกจำกัดสัดส่วนในการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนที่มีความเสี่ยงมากๆ ดังนั้นเฮดจ์ฟันด์จึงได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักลงทุนที่มี “ความโลภ” เป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งมักจะหวังผลตอบแทนมาก ๆ จากการลงทุนน้อย ๆ และส่งผลให้เฮดจ์ฟันด์เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (Assets Under Management: AUM) ของเฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกรวม ๆ อยู่ประมาณ 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (6090 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ที่มีเงินสะพัดทั่วโลกจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing : QE) โดยธนาคารแห่งชาติของประเทศต่างๆ ที่กำลังอัดฉีดเงินเข้าซื้อพันธบัตรโดยธนบัตร “สดๆ ใหม่ๆ” ทำให้เกิดสภาพคล่องล้นโลก และกระแสเงินร้อนส่วนใหญ่ก็ไหลเข้าไปเก็งกำไรในตลาดการเงิน ผลักดันให้ระดับราคาสินทรัพย์ทางการเงินต่างพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งทำให้นักลงทุนทั่วไปสดชื่นรื่นเริงกันทั่วหน้า แต่สำหรับเฮดจ์ฟันด์แล้วกลับไม่พึงพอใจเท่าไรนัก

โดยเฉพาะเฮดจ์ฟันด์ในสหรัฐ ที่ต่างประณามประธานเฟด (Fed Chairman) ในขณะนี้ซึ่งก็คือ เบน เบอร์แนนคี (Ben Bernanke) ว่ากำลังใช้นโยบายการเงินที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ทำให้เกิดการเติบโตอย่าง “ปลอมๆ” ของตลาดการเงิน ยุยงให้เกิดภาวะฟองสบู่ และจะกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่ยากจะควบคุมในอนาคต

แต่ว่าก็ว่าเถิด ผู้สันทัดกรณีหลายรายก็ออกมาวิเคราะห์ภาวะ “กระฟัดกระเฟียด”ของเหล่าเฮดจ์ฟันด์ ว่าอาจเกิดจากการ “แทงหวยผิด” หรือคาดเดาทิศทางของตลาดไม่ถูกเพราะแม้ภาวะเงินเฟ้อจะเป็นภัยคุกคามในอนาคต แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจทำให้ “ขาดออกซิเจน” ในขณะนี้คือปัญหาการว่างงานและเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งต้องแก้ให้ตกก่อนจะไปวิตกกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังมาไม่ถึง

นอกจากนี้ บทเรียนในครั้งนี้เหมือนกับ “ฉีกตำรา” ที่เหล่าเฮดจ์ฟันด์เคยร่ำเรียนมา กฎต่างๆ ที่เคยใช้ได้ผลในอดีต กลับใช้ไม่ได้ในปัจจุบัน และผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ “สุดคาดเดา” เช่น อัตราดอกเบี้ยเกือบศูนย์ในสหรัฐ กลับไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ (และเงินก็ยังฝืดอยู่ แม้อัตราดอกเบี้ยจะเป็นศูนย์ในญี่ปุ่น) การขาดดุลงบประมาณของภาครัฐซึ่งควรจะผลักให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น (เพราะรัฐบาลต้องกู้เงินแข่งกับเอกชน) แต่กลับกดให้ดอกเบี้ยต่ำลง และที่ “คิดไม่ถึง” อย่างมากคือ แม้เศรษฐกิจจะอ่อนแอ แต่ตลาดหุ้นกลับคึกสุดๆ

ความคิดที่ว่า “อะไรที่เคยใช้ได้ในอดีต ก็น่าจะสามารถใช้ได้ในปัจจุบัน” อาจไม่จริงแล้วในยุคนี้เพราะฉะนั้นใครแถวๆนี้ที่คิดว่าถ้าลดดอกเบี้ยแล้วค่าเงินจะอ่อนลง หรือที่อีกคนคิดว่าถ้าลดดอกเบี้ยแล้วจะทำให้เกิดเงินเฟ้อ ทั้งคู่อาจจะ “คิดผิด” และต้องคิดใหม่ได้แล้ว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ