
กรมโรงงานรุกแก้ปัญหากากอุตสาหกรรม
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
การแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนกรณีโรงงานอุตสาหกรรมลักลอบทิ้งกากของเสียจากการผลิต ที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าจับตาว่ากรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) จะจัดการปัญหานี้ให้ลดน้อยลงได้อย่างไร เพราะแนวโน้มการลงทุนและปริมาณกากของเสียยังคงเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
“ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์” อธิบดี กรอ. กล่าวว่า ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2555-มี.ค. 2556 โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศมีการแจ้งขนย้ายกากของเสียอุตสาหกรรมออกจากโรงงานเพื่อเข้าสู่กระบวนการกำจัดทั้งสิ้น 44.8 ล้านตัน แบ่งเป็นกากอุตสาหกรรมที่ไม่อันตราย 42 ล้านตัน และกากอุตสาหกรรมอันตรายอีก 2.8 ล้านตัน
ข้อมูลดังกล่าวยังคงมีปัญหา เพราะปรากฏว่ามีการขนย้ายกากจริงต่างจากที่แจ้งไว้อย่างมาก กล่าวคือ กากอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นอันตรายมีการขนย้ายจริง 12 ล้านตัน ส่วนที่เป็นอันตราย 1 ล้านตัน เท่ากับหายไปจากระบบ 30 ล้านตัน และ 1.8 ล้านตัน ตามลำดับ
“ข้อมูลที่ต่างกันคงไม่ใช่เพราะการประมาณการสูงกว่าความจริง ส่วนหนึ่งเป็นการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมออกไปทิ้ง เนื่องจากการทิ้งตามกระบวนการที่ถูกต้องนั้นจะมีต้นทุนที่สูงกว่า” ณัฐพล กล่าว
ทั้งนี้ กรอ.มีการดำเนินการหลายด้านพร้อมกันเพื่อจัดการกับกากอุตสาหกรรม เช่น การเพิ่มกำลังความสามารถการเผากำจัดกากอุตสาหกรรมให้สูงขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของเตาเผากากอุตสาหกรรมอันตรายที่ขณะนี้มีเตาเผาของบริษัท อัคคีปราการ เพียงแห่งเดียว และมีกำลังการเผาเพียงวันละ 100 ตัน หรือ 3 หมื่นตันต่อปี
ล่าสุด กรอ.ได้รับอนุมัติงบจากงบประมาณปี 2557 จำนวน 10 ล้านบาท และจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) 13 ล้านบาท สำหรับศึกษาการสร้างเตาเผากากของเสียอุตสาหกรรม 4 แห่ง ใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ กำลังการเผาแห่งละ 100 ล้านตันต่อวัน ใช้งบประมาณลงทุนแต่ละแห่งประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ทยอยลงทุนในช่วงปี 2557-2561
สำหรับกระบวนการศึกษานอกจากจะต้องดูพื้นที่ที่เหมาะสม เทคโนโลยีที่ใช้แล้ว จะต้องศึกษาด้วยว่ารูปแบบการลงทุนนั้นรัฐจะเป็นผู้ลงทุนเองแล้วให้เอกชนเข้ามาบริหาร เช่นเดียวกับโรงเผาของบริษัท อัคคีปราการ หรือจะเปิดให้เอกชนเข้ารับสัมปทานเพื่อลงทุนก่อสร้างและบริหารเอง และภายใต้เงื่อนไขอะไร
นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการควบคู่กัน โดยเฉพาะแนวทางการลดกากอุตสาหกรรม เช่น โครงการส่งเสริมให้โรงงานนำกากของเสียอุตสาหกรรมนำกลับมาใช้ใหม่ ผ่านโครงการส่งเสริมการใช้ประโยชน์กากของเสีย ซึ่งในปี 2556 นี้เป็นการดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 โดยเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการให้ผู้ประกอบการนำระบบ 3Rs มาใช้ในโรงงาน ได้แก่ การลดการเกิดของเสีย(Reduce) การนำกลับมาใช้ใหม่(Reuse) และการบำบัด(Recycle)
ส่วนโครงการที่จะดำเนินการภายใต้งบประมาณปี 2557 ที่ได้รับอนุมัติมาแล้ว 85.5 ล้านบาท คือโครงการส่งเสริมนิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ให้โรงงานอุตสาหกรรมและโรงงานอยู่ร่วมกันได้ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย คือ จ.สมุทรสาคร สมุทรปราการ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง และที่เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่ที่ จ.ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี
“ณัฐพล” กล่าวว่า ในส่วนการเข้าไปแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนที่ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ แจ้งเข้ามา ก็ยังคงเป็นแนวทางที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด กรอ.ได้รับข้อมูลจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมว่า กรอ.ควรเข้าไปดูแลกากของเสียที่เกิดจากการขุดเจาะปิโตรเลียม เนื่องจากอาจเข้าข่ายวัตถุอันตราย ซึ่ง กรอ.เตรียมหารือกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ทั้งกรณีการจัดการกับกากของเสียจากการขุดเจาะปิโตรเลียมทั้งบนบกและทะเล
ในเบื้องต้น กรอ.ต้องประเมินก่อนว่าของเสียที่เกิดขึ้นนั้นประกอบด้วยสารประเภทใดบ้าง และอาจต้องขอความร่วมมือกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติและผู้ประกอบการขุดเจาะปิโตรเลียมเข้าไปสุ่มตรวจของเสีย
แม้ตามอำนาจ พ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรม กรอ.จะไม่สามารถเข้าไปดูแลกรณีแท่นขุดเจาะที่อยู่ในทะเลได้ แต่สามารถอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ที่ให้อำนาจ กรอ.เข้าไปดูแลวัตถุอันตรายที่เกิดขึ้นทั้งโรงงานที่อยู่บนบกและอยู่ในทะเลออกไป 12 ไมล์ทะเลได้
“เศษวัสดุที่เกิดขึ้นจากการขุดเจาะมี คราบน้ำมันปนเปื้อนซึ่งเป็นวัตถุอันตรายซึ่งอาจ ต้องขนส่งและกำจัดด้วยกระบวนการที่เป็นไป ตามกฎหมาย ผู้ประกอบการต้องมีการแจ้งให้ กรอ.ทราบว่าจะขนส่งอย่างไรและผู้รับขนส่งนั้น ได้รับอนุญาตหรือไม่ แต่ที่ผ่านมา ไม่มีการแจ้งว่ามีการขนหรือกำจัดวัตถุอันตราย ให้ กรอ.ทราบ” ณัฐพล กล่าว
คงต้องติดตามต่อไปว่า หลังจาก กรอ.ดำเนินมาตรการเชิงรุกแล้ว จะช่วยให้ปัญหาการร้องเรียนจากประชาชนลดลงได้มากน้อยเพียงใด







