
เครือข่ายSMEไทยพร้อม?
ตามที่อาเซียนได้ร่วมกันจัดตั้งสภาที่ปรึกษา SME อาเซียน (ASEAN SME Advisory Board) ซึ่งเป็นเวทีร่วมภาครัฐและเอกชนในการกำหนดนโยบายให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน โดยการประชุมจะประกอบด้วยหน่วยงานส่งเสริมเอสเอ็มอี และตัวแทนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของแต่ละประเทศอาเซียน
ตามที่อาเซียนได้ร่วมกันจัดตั้งสภาที่ปรึกษา SME อาเซียน (ASEAN SME Advisory Board) ซึ่งเป็นเวทีร่วมภาครัฐและเอกชนในการกำหนดนโยบายให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน โดยการประชุมจะประกอบด้วยหน่วยงานส่งเสริมเอสเอ็มอี และตัวแทนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของแต่ละประเทศอาเซียน
อาเซียนจึงได้มีมติร่วมกันในการจัดตั้ง/รวมกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างเป็นรูปธรรมในแต่ละประเทศ เพื่อเป็นผู้แทนในการประชุมสภาที่ปรึกษาเอสเอ็มอีอาเซียนดังกล่าว ดังนั้น ในส่วนของไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องรวมกลุ่มผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน
โดยที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมักประสบกับปัญหาหลายประการที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตกอยู่ในฐานะเสียเปรียบด้านการแข่งขัน และประสบอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ โดยธนาคารโลกได้ศึกษาถึงคุณลักษณะของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และระบุถึงเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่ภาครัฐต้องเข้าไปดำเนินการสนับสนุน โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.การหาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยทั่วไปมักมีขนาดองค์กรขนาดเล็ก ทำให้ขาดความประหยัดจากขนาด (Lack of Economies of Scale) และต้นทุนด้านข้อมูลสูง (High Cost of Information) ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อ รวมทั้งขาดการลงทุนในการวิจัยพัฒนาและการฝึกอบรม
2.การกระจายตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ขาดอำนาจร่วมกันในการต่อรอง (Lack of Collective Voice) และขาดอิทธิพลในการกำหนดนโยบาย (Lack of Influence on Policies) และมีต้นทุนสูงทางธุรกรรมและไม่สามารถได้รับประโยชน์จากโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
3.ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีทรัพยากรจำกัด ทำให้ไม่สามารถเข้ารับบริการด้านการเงิน การพัฒนาทรัพยากรบุคคลและการฝึกอบรมต่างๆ ที่จำเป็นส่งผลให้ขาดศักยภาพด้านการบริหาร และทำให้ไม่สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากความจำเป็นดังกล่าวทำให้หน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับนานาชาติ และระดับประเทศเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในหลายรูปแบบตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002
นอกจากนี้ การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพมีประโยชน์หลายประการ ทั้งในเชิงมหภาคและจุลภาค โดยผลประโยชน์เชิงมหภาคของเครือข่ายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรวมถึงการสร้างการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางเชิงนโยบายสร้างอำนาจในการต่อรอง
การเพิ่มศักยภาพในเชิงยุทธศาสตร์และผลประโยชน์เชิงจุลภาครวมถึงการส่งเสริมการเข้าถึงตลาดในระดับสากล พัฒนาการเรียนรู้ สร้างผลตอบแทนทางธุรกิจ พัฒนานวัตกรรม ไปจนถึงการส่งเสริมประสิทธิภาพและความประหยัด โดยมีผลศึกษาต่างๆ ดังนี้
เครือข่ายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเป็นตัวแทนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการร่วมกำหนดทิศทางเชิงนโยบาย กฎหมาย และมาตรการต่างๆ เพื่อให้การตรากฎหมายใหม่ๆ สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีศักยภาพในการเข้าถึงตลาดในระดับสากลมากขึ้น
ส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพของการกระจายทรัพยากร เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของสมาชิก ส่งเสริมการยกระดับความสามารถของเจ้าของกิจการ และเป็นการแบ่งรับความเสี่ยงระหว่างสมาชิก n
(อ่านต่อครั้งต่อไป)







