
ช่วยธุรกิจสามี
ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันการบริหารธุรกิจของครอบครัว โดยเฉพาะคู่สามีภรรยาที่ทำธุรกิจร่วมกันได้เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นทุกขณะ หลังจากที่ก่อนหน้านี้บทบาทของผู้หญิงมีให้เห็นน้อยมาก เนื่องจากสังคมยุคใหม่ได้เริ่มหันมายอมรับบทบาทของผู้หญิงในการทำงานมากขึ้น และในขณะเดียวกันผู้หญิงเองก็มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในระดับที่สูงมากขึ้น จนทำให้ระดับความรู้ความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายอกสามศอกเลย
ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันการบริหารธุรกิจของครอบครัว โดยเฉพาะคู่สามีภรรยาที่ทำธุรกิจร่วมกันได้เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นทุกขณะ หลังจากที่ก่อนหน้านี้บทบาทของผู้หญิงมีให้เห็นน้อยมาก เนื่องจากสังคมยุคใหม่ได้เริ่มหันมายอมรับบทบาทของผู้หญิงในการทำงานมากขึ้น และในขณะเดียวกันผู้หญิงเองก็มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในระดับที่สูงมากขึ้น จนทำให้ระดับความรู้ความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายอกสามศอกเลย
อย่างไรก็ตาม การที่คู่สามีภรรยามาช่วยกันทำและบริหารธุรกิจ ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จไปเสียทุกราย เพราะบ่อยครั้งความไม่ลงรอยทางความคิดและความเห็นที่แตกต่างกัน ก็นำมาซึ่งการทะเลาะเบาะแว้งจนพาลส่งผลกระทบไปถึงการดำเนินธุรกิจร่วมกัน ดังนั้นเว็บไซต์ข่าวธุรกิจสมาร์ตคอมพานี จึงนำ 3 กลยุทธ์ดีๆ มาเสนอแนะแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณภรรยาทั้งหลายได้ลองนำมาปรับใช้
เรียนรู้และช่วยเติมเต็มกันและกัน การเป็นภรรยานั้น ใช่ว่าจะต้องรับผิดชอบแต่งานบ้านหรือนั่งรอเป็นคุณนายคอยสั่งนู่นนี่อย่างเดียว เพราะคู่แต่งงานยุคใหม่ต้องช่วยกันทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยได้ดีนั่นคือการที่คุณภรรยาต้องรู้จักเรียนรู้ทักษะการบริหารงานกิจการต่างๆ เอาไว้ เพื่อคอยสนับสนุนการบริหารของสามี เนื่องจากบางครั้งความรับผิดชอบที่มากล้นอาจทำให้สามีหลงลืมได้
รับฟังความเห็น สิ่งสำคัญของการใช้ชีวิตคู่นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้เกียรติและรับฟังความเห็นซึ่งกันและกัน ดังนั้นยิ่งการเข้ามาทำธุรกิจช่วยกันแล้วก็ยิ่งจะต้องรับฟังกันให้มาก เพราะเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่ทั้งสองคนจะมีมุมมองการทำธุรกิจที่ต่างกัน ทั้งนี้การรับฟังความเห็นซึ่งกันและกันระหว่างฝ่ายชายและหญิงก็อาจช่วยสะท้อนจุดอ่อนและเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่ขาดของแต่ละฝ่ายได้ เพื่อให้กิจการที่ทำอยู่ดีขึ้น
แยกเรื่องงานและเรื่องในบ้าน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากสำหรับคู่สามีภรรยา เนื่องจากมีบ่อยครั้งที่ทั้งคู่มักจะหลงลืมและนำเรื่องทั้งสองมาปะปนกันจนทำให้ความสัมพันธ์มัวหมองไปด้วย และอาจลามไปถึงลูกๆ ที่รู้สึกว่าทำไมชีวิตจึงมีแต่งาน งาน และงาน ของพ่อแม่เข้ามาเต็มไปหมด ในขณะที่เวลาความสัมพันธ์ในครอบครัวกลับจืดจาง ดังนั้นทั้งสองคนจะต้องตกลงกันให้ชัดเจนว่าเวลาไหนควรจะคุยเรื่องงานหรือควรจะเป็นเวลาของครอบครัว เช่น การตั้งกติกาว่าเวลาทานข้าวร่วมกันจะต้องห้ามคุยเรื่องธุรกิจ และเวลาไหนควรที่จะให้กับลูกอย่างเต็มที่ เช่น การพาไปเที่ยว







