
เอสวีไอลุยซื้อยุโรป
กวาด6บริษัทดันรายได้พุ่งเท่าตัวปีหน้าPSLTUFดิ้นปรับตัวสู้ธุรกิจขาลง
กวาด6บริษัทดันรายได้พุ่งเท่าตัวปีหน้าPSLTUFดิ้นปรับตัวสู้ธุรกิจขาลง
บจ.มีกำไรพิเศษ SVI หวังเงินประกัน 1,600 ล้าน ลุยซื้อ 6 บริษัท ดันรายได้โตเท่าตัว TUF ปรับตัวแรง
นายพงษ์ศักดิ์ โล่ห์ทองคำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีไอ (SVI) เปิดเผยว่า ประมาณไตรมาส 3 บริษัทน่าจะได้รับวงเงินประกันชดเชยจากกรณีน้ำท่วมอีก 1,600 ล้านบาท หรือ 90% ของวงเงินประกันที่ทำทั้งหมด 2,500 ล้านบาท และบริษัทได้รับมาแล้ว 900 ล้านบาท
ทั้งนี้ หากบริษัทได้รับเงินประกันมาทั้งหมดจะนำไปซื้อกิจการ หรือใช้ในการควบรวมกิจการประเภทชิ้นส่วนเครื่องมือแพทย์และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมในแถบประเทศสแกนดิเนเวียที่มีอยู่ 6 บริษัท เพราะมีราคาถูกมาก ปัจจุบันคุยอยู่กับ 3 บริษัท
“หากเราซื้อกิจการ 6 บริษัทในยุโรปได้ จะส่งผลรายได้ในปีหน้าเติบโต 100% จากปีนี้ที่ทำได้ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปกติตั้งเป้าโตเฉลี่ยปีละ 25%” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
การดำเนินงานในไตรมาส 2 คำสั่งซื้อสินค้าดีขึ้นกว่าไตรมาสแรก แต่อัตราการเติบโตคงไม่สามารถทำได้มากกว่า 10% เหมือนเมื่อก่อน ขณะที่คาดว่าไตรมาส 3 น่ามากกว่า 10% ได้
สำหรับเรื่องเงินบาทแข็งบริษัทก็ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ยังประคองการทำธุรกิจต่อไปได้ อาจเป็นเพราะส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวียเป็นหลักมากกว่า แต่บริษัทก็ไม่ประมาทซื้อป้องกันความเสี่ยงไว้ (เฮดจิง) ในสัดส่วนปกติที่ 20% ของพอร์ต
ด้านนายคาลิด มอยนูดดิน ฮาชิม กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL) ซึ่งพลิกมีกำไรสุทธิไตรมาสแรก จำนวน 276 ล้านบาท เนื่องจากมีกำไรพิเศษ 410 ล้านบาทนั้น ยังยืนยันไม่ได้ว่าไตรมาส 2 บริษัทจะมีกำไรพิเศษจากการยกเลิกสัญญาการต่อเรือใหม่กับ ABG อีกหรือไม่ แม้ไตรมาส 2 มีสัญญาครบกำหนดอีก 2 ลำก็ตาม
อย่างไรก็ตาม การที่อู่ต่อเรือไม่สามารถต่อเรือให้ได้ทันกำหนด บริษัทอาจจะใช้โอกาสนี้ในการเข้าไปซื้อเรือมือสอง แม้ราคาเริ่มเพิ่มขึ้นมา 12 ล้านเหรียญสหรัฐก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าถูกว่าการสั่งต่อเรือใหม่ และยังยืนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเดินเรือจะเริ่มกลับมาครึ่งหลังปี 2557 เช่นเดิม
นายวาย ยัท ปาโก้ ลี ฝ่ายบัญชีกลุ่มและรองผู้จัดการทั่วไปนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปดักส์ (TUF) เปิดเผยว่า ปี 2556 คาดว่า บริษัทไม่สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิน) ที่ระดับ 16-17% ได้ เพราะสิ้นไตรมาสแรกมาร์จินบริษัทลดลงไปอยู่ที่ 10.9% เนื่องจากได้รับปัจจัยลบหลายปัจจัย ตั้งแต่ต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นทั้งทูน่า กุ้ง และเงินบาทที่แข็งค่า จากปัจจุบันบริษัทมีการส่งออกคิดเป็น 50% ของรายได้
บริษัทพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ตั้งแต่การสั่งวัตถุดิบกุ้งจากอินเดียและเอกวาดอร์เข้ามาทดแทน พร้อมปรับราคาขายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างทูน่าและกุ้ง ซึ่งลูกค้าก็เริ่มเข้าใจสถานการณขึ้นแต่ก็จะลดการสั่งสต๊อกสินค้าสำหรับการผลิตลดลง
นอกจากนั้น บริษัทยังเฮดจิงเพิ่มขึ้นเป็น 70-100% จากระดับปกติที่ 50% และที่สำคัญคือการเพิ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และคาดว่ารายได้ในไตรมาส 2 จะสูงกว่าไตรมาสแรกและยังคงเป้าหมายรายได้ปีนี้อยู่ที่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโต 15% จากปีก่อนที่ทำได้ 3,450 เหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ระยะนี้มีนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐ และอังกฤษ ได้เข้ามาพบบริษัทจำนวนมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องการสอบถามข้อมูลบริษัทถึงผลประกอบการที่เกิดขึ้น และมองว่าราคาหุ้นได้ปรับลงไปมาก จึงสนใจเข้ามาสอบถามเนื่องจากนักลงทุนสถาบันกลุ่มนี้ เน้นการลงทุนในระยะยาวเป็นหลัก
“ปี 2556 ถือเป็นปีที่ท้าทายของบริษัทอีกปี หลังได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปีก่อน แต่เชื่อว่าไตรมาส 2 สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นบ้างจากราคาทูน่าที่เริ่มมีการทรงตัว แต่เรื่องกุ้งยังต้องติดตาม โดยเฉพาะช่วงเดือน ก.ค.ส.ค. ที่มีการขึ้นกุ้งรอบใหม่ ซึ่งต้องติดตามดูว่าจะยังได้รับผลกระทบจากโรคระบาดอยู่หรือไม่” นายวาย ยัท ปาโก้ ลี กล่าว







