
ผลผลิตข้าวท่วมโลกดับฝันขายจีทูจี
ในการประชุม ไทยแลนด์ ไรซ์ คอนเวนชั่น 2013 ครั้งที่ 6 ที่จะจัดให้มีขึ้น ณ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 2628 พ.ค. 2556 ที่จะถึงนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดหวังจะใช้เวทีดังกล่าวเชิญผู้แทนการค้าจากหน่วยงานภาครัฐทั้งประเทศผู้ผลิตและส่งออก ผู้นำเข้าและผู้ประกอบการค้าข้าว นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและค้าข้าวร่วม 500 คน จากทั่วโลก 40 ประเทศเข้าร่วมงาน
ในการประชุม ไทยแลนด์ ไรซ์ คอนเวนชั่น 2013 ครั้งที่ 6 ที่จะจัดให้มีขึ้น ณ จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 2628 พ.ค. 2556 ที่จะถึงนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดหวังจะใช้เวทีดังกล่าวเชิญผู้แทนการค้าจากหน่วยงานภาครัฐทั้งประเทศผู้ผลิตและส่งออก ผู้นำเข้าและผู้ประกอบการค้าข้าว นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและค้าข้าวร่วม 500 คน จากทั่วโลก 40 ประเทศเข้าร่วมงาน
ไฮไลต์สำคัญของงาน นอกจากเป้าหมายผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำและศูนย์กลางการค้าข้าวของอาเซียนแล้ว รัฐบาลไทยจะใช้โอกาสดังกล่าวในการกระชับความสัมพันธ์และเจรจาการค้าข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับรัฐบาลต่างประเทศที่เชิญเข้าร่วมงานครั้งนี้
แต่หากดูจากสถานการณ์ค้าข้าวขณะนี้ ต้องยอมรับว่าการขายข้าวจีทูจีให้กับรัฐบาลต่างประเทศกำลังประสบความยากลำบาก เพราะปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้ราคาข้าวไทยเพิ่มสูงทิ้งห่างคู่แข่งมากขึ้น
ยังไม่นับรวมสถานการณ์การผลิตข้าวจากทั่วโลก ที่ผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้การขายข้าวจีทูจีของรัฐบาลไทยไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และกระทบต่อภาพรวมการส่งออกข้าวปีนี้ โดยอาจหลุดเป้าหมายที่ประเมินไว้ไปมาก
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า แนวโน้มการขายข้าวจีทูจี ที่รัฐบาลไทยตั้งเป้าจะเจรจาขายเพิ่มเติมในงานไทยแลนด์ ไรซ์ คอนเวนชั่น เป็นไปได้ลำบาก แม้ว่าการจัดงานครั้งนี้จะมีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากสุดกว่าการจัดงานครั้งที่ผ่านๆ มา
ทั้งนี้ เป็นเพราะแนวโน้มตลาดข้าวโลกขณะนี้ชะลอตัว โดยความต้องการซื้อข้าวของตลาดโลกลดน้อยลง เนื่องจากผลผลิตของประเทศผู้ซื้อข้าวหลายประเทศสำคัญมีผลผลิตในประเทศเพิ่มมากขึ้น เช่น อินโดนีเซีย มีผลผลิตปีนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 71 ล้านตัน จากเดิมที่มีผลผลิตต่อปีประมาณ 6667 ล้านตัน ทำให้ปีนี้อินโดนีเซียยังไม่มีการนำเข้าข้าวจากประเทศใดเลย
ส่วนฟิลิปปินส์ มีการนำเข้าข้าวในจำนวนน้อย โดยช่วงต้นปีเพิ่งมีการนำเข้าข้าวจากเวียดนามเพียง 1.87 แสนตันเท่านั้น จากปกติฟิลิปปินส์มีการนำเข้าข้าวประมาณ 2 ล้านตัน ทั้งนี้ ก็เนื่องจากผลผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ประเทศผู้ผลิตข้าวก็มีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเวียดนาม ซึ่งเมื่อปีที่แล้ววิ่งแซงหน้าประเทศไทยขึ้นเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับสองของโลกตามหลังอินเดียที่ครองอันดับหนึ่ง ปีนี้ผลผลิตข้าวทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 47 ล้านตันข้าวเปลือก ส่วนอินเดียมีสต๊อกข้าวเหลือถึง 35 ล้านตันข้าวสาร
เมื่อความต้องการซื้อข้าวต่ำลง ขณะที่ผลผลิตข้าวทั่วโลกเพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศผู้ขายยิ่งลดราคาข้าวเพื่อขายแข่งขันกัน ประกอบกับที่ไทยเจอปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้ราคาข้าวไทยห่างกับเวียดนามมากยิ่งขึ้น โดยข้าวขาว 5% ราคาส่งออกเวียดนามอยู่ที่ 375380 เหรียญสหรัฐ/ตัน เท่านั้น ขณะที่ข้าวขาวไทยชนิดเดียวกันราคาส่งออกอยู่ที่ 550 เหรียญสหรัฐ/ตัน ส่วนตลาดแอฟริกาที่เป็นตลาดข้าวนึ่งของไทย ขณะนี้ก็ได้รับผลกระทบ เพราะต้องแข่งกับอินเดียซึ่งราคาถูกกว่า และซึ่งทำราคาได้ไม่สูงมากนัก อีกทั้ง นิยมบริโภคข้าวเก่าที่มาทำเป็นข้า
“แม้ว่าไทยจะยกเรื่องคุณภาพของข้าวที่ดีกว่ามาขายลูกค้า แต่หากราคาห่างกันมากเกินไป ลูกค้าก็ต้องซื้อข้าวในตลาดที่มีราคาถูกกว่า เพราะประเทศผู้นำเข้าก็ต้องตอบคำถามประชาชนประเทศตัวเองว่าทำไมต้องซื้อข้าวจากไทยในราคาแพงกว่ามาก ซึ่งหากข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่ง 2030 เหรียญสหรัฐ/ตัน ก็ยังพอรับได้” นายชูเกียรติ กล่าว
ส่วนปัญหาค่าเงินบาท แม้จะเริ่มอ่อนค่าลงมาบ้างแล้ว แต่เอกชนก็ยังไม่มั่นใจว่าจะกลับมาแข็งค่าจนเป็นปัญหาอีกหรือไม่ การส่งออกข้าวไทยจึงยังต้องลุ้นกันต่อ







