posttoday
ข้อควรรู้ของพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556

ข้อควรรู้ของพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556

14 พฤษภาคม 2556

ผมขออนุญาตงดบทความเรื่องเมื่อผมเป็นกรรมการ : บทเรียนและกรณีศึกษาไว้ชั่วคราวเนื่องจากมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ คือ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ที่จะมีผลกระทบต่อโครงการร่วมทุนในการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานของประเทศในอนาคต ผมจึงขอนำข้อควรรู้ของกฎหมายดังกล่าวมาเล่าให้ท่านผู้อ่านพร้อมข้อสังเกตที่สำคัญ

ผมขออนุญาตงดบทความเรื่องเมื่อผมเป็นกรรมการ : บทเรียนและกรณีศึกษาไว้ชั่วคราวเนื่องจากมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ คือ พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 ที่จะมีผลกระทบต่อโครงการร่วมทุนในการพัฒนาโครงสร้างขั้นพื้นฐานของประเทศในอนาคต ผมจึงขอนำข้อควรรู้ของกฎหมายดังกล่าวมาเล่าให้ท่านผู้อ่านพร้อมข้อสังเกตที่สำคัญ

ผมได้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับผลกระทบต่อธุรกิจของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.เก่า) ซึ่งได้พิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์มาหลายตอน โดยได้กล่าวถึงหลักเกณฑ์ของ พ.ร.บ.เก่า ผลกระทบต่อธุรกิจสำหรับสัญญาที่ร่วมลงทุนกับเอกชน ซึ่งไม่ได้มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.เก่า ว่าสัญญาดังกล่าวนั้นจะมีผลโมฆะหรือไม่มีผลผูกพัน และสิทธิและหน้าที่ของเอกชนคู่สัญญา ซึ่งได้เข้าทำสัญญาโดยสุจริต ภายหลังจากที่สัญญาร่วมทุนนั้นถูกยกเลิกสัญญาโดยหน่วยงานของรัฐเจ้าของโครงการ

ในบทความนี้ผมจะได้อธิบายหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 (พ.ร.บ.ใหม่) ด้วยการเปรียบเทียบกับ พ.ร.บ.เก่า และข้อสังเกตของผมต่อ พ.ร.บ.ใหม่ และผลกระทบต่อสัญญาร่วมทุนที่ทำขึ้นโดยไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายเก่าและใหม่ว่าจะมีเช่นไร

1) เหตุผลและความจำเป็นในการออก พ.ร.บ.ใหม่

การลงทุนในโครงสร้างขั้นพื้นฐาน (Infrastructure) จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศระยะยาว โดยจากการศึกษาของธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank : ADB) บ่งชี้ว่า ในช่วงปี 2553-2563 ประเทศไทยจะมีความต้องการลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมอีกประมาณ 5.2 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 4.7 แสนล้านบาท และหากจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้ทัดเทียมกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกภายในระยะเวลาอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมคิดเป็นกว่าร้อยละ 5.5 ของ GDP ต่อปี หรือคิดเป็นเงินกว่า 5.5 แสนล้านบาทต่อปี

อย่างไรก็ดี การระดมทุนเพื่อการลงทุนภาครัฐจากทางภาครัฐเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถที่จะระดมเงินทุนได้เพียงพอ เพราะมีข้อจำกัดในการกู้เงินและการดำเนินนโยบายการลงทุนต้องคำนึงถึงเสถียรภาพฐานะการคลังของประเทศ

ด้วยเหตุผลความจำเป็นที่กล่าวมาข้างต้น จึงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PublicPrivate Partnership : PPP) ซึ่งเป็นสัญญาทางกฎหมายระหว่างรัฐบาลและเอกชนที่ให้สิทธิภาคเอกชนในการร่วมลงทุนในกิจการของรัฐบนพื้นฐานของการเน้นผลประโยชน์ต่อสาธารณชนเป็นสำคัญ

แต่อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.เก่า ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานและดำเนินการในกิจการของรัฐมีหลักเกณฑ์และวิธีการบางประการที่ไม่เหมาะสมและยังขาดขั้นตอนและหลักเกณฑ์ที่สำคัญบางประการ ซึ่งจำเป็นต่อการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐในสภาวการณ์ปัจจุบัน

ดังนั้น เพื่อให้โครงการ PPP สามารถที่จะเร่งส่งเสริมการลงทุนภาครัฐและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดรับกับความต้องการที่สูงมากขึ้น พ.ร.บ.ใหม่ จึงออกมาใช้บังคับเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท