posttoday
แท็งก์น้ำไทยปักธงเพื่อนบ้าน

แท็งก์น้ำไทยปักธงเพื่อนบ้าน

13 พฤษภาคม 2556

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

“การไปลงทุนตั้งโรงงานในต่างประเทศด้วยตัวเองจะทำตลาดได้ง่าย ลูกค้าเข้าถึงง่ายกว่า ตอบสนองความต้องการลูกค้าได้รวดเร็ว ดีกว่าส่งสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย” นี่คือมุมมองของ โกศิลป์ ภัทรธีรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ็ดวานซ์ สเตนเลสสตีล ผู้ผลิตแท็งก์น้ำ อ่างล้างจานสเตนเลส ที่ตัดสินใจออกไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ

โกศิลป์เล่าว่า เมื่อหลายปีก่อน สินค้าทุกประเภทของบริษัท แท็งก์น้ำ อ่างล้างจานสเตนเลส จะผลิตเพื่อขายในประเทศ และส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านผ่านการค้าชายแดน มีตัวแทนจำหน่ายสั่งสินค้าไปขายในเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา แต่ก็มีเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนทำให้ตัดสินใจเข้าไปตั้งโรงงานในต่างประเทศ เพราะจู่ๆ คำสั่งซื้อที่เคยได้จากประเทศลาวหายไปโดยไม่รู้สาเหตุ ทำให้ต้องเข้าไปศึกษาตลาดที่นั่น แล้วพบว่ามีโรงงานสเตนเลสจีนไปเปิดโรงงานผลิตสินค้าในลาว และขายสินค้าราคาถูก ลูกค้าที่มีอยู่ทั้งหมดหันไปซื้อสินค้าจากจีน เพราะตามกฎหมายลาว สินค้านำเข้าที่เหมือนกับสินค้าที่ผลิตในประเทศจะถูกเก็บภาษีอัตราสูง นั่นเป็นเหตุผลทำให้ผู้แทนจำหน่ายไม่สั่งซื้อสินค้าไทยและหันไปใช้ของจีน

ด้วยเหตุดังกล่าว เมื่อ 3 ปีก่อน บริษัทจึงเข้าไปตั้งโรงงานในลาว เพื่อต่อสู้กับสินค้าจีน โดยเข้าไปจดทะเบียนขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาลลาวอย่างถูกต้อง สามารถผลิตสินค้าดีมีคุณภาพ ทั้งนี้การที่สินค้าหายไปจากตลาดนาน 8 เดือน ลูกค้าที่ซื้อสินค้าจีนก็เริ่มรู้ว่าสินค้าจีนคุณภาพไม่ดี จึงหันกลับมาซื้อสินค้าไทยเหมือนเดิม และยิ่งเข้าไปลงทุนในลาวสามารถอำนวยความสะดวกลูกค้าได้ง่ายและรวดเร็ว คำสั่งซื้อจึงกลับมาเหมือนเดิมและครองตลาดส่วนใหญ่ได้

เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โกศิลป์มองว่า โอกาสในประเทศอื่นในอาเซียนก็น่าจะมีอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะตลาดเมียนมาร์ เพราะมีขนาดใหญ่ และส่งสินค้าไปขายอยู่แล้ว จึงนำโมเดลการลงทุนในลาวมาใช้กับเมียนมาร์ ตั้งโรงงานในกรุงย่างกุ้ง ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรที่ผลิตเองเข้าไปลงทุน มีผู้ร่วมลงทุนท้องถิ่นร่วมถือหุ้นด้วย

ตอนนี้โรงงานอยู่ระหว่างการทดสอบระบบมา 1 เดือนแล้ว ขณะเดียวกันได้ส่งทีมขายเข้าไปเจาะตลาด และมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะเดิมลูกค้าต้องสั่งสินค้าครั้งละจำนวนมาก แต่เมื่อไปเปิดโรงงานในพื้นที่ ลูกค้าสามารถเข้ามาซื้อได้ตลอด

แต่การผลิตยังติดปัญหาที่ไม่สามารถเดินเครื่องผลิตได้เต็มที่เพราะไฟฟ้าไม่พอ นอกจากนี้ การส่งชิ้นส่วนไปประกอบในเมียนมาร์ยังต้องส่งทางเรือออกจากท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งใช้ระยะเวลานาน แต่โกศิลป์เชื่อว่า โรงงานในเมียนมาร์จะเริ่มเข้าที่ในช่วงสิ้นปีนี้

จากนั้นบริษัทจะเริ่มศึกษาประเทศกัมพูชาต่อไป เพราะเป็นอีกประเทศที่มีศักยภาพ ตลาดเติบโตต่อเนื่อง โดยมีแผนจะเข้าไปตั้งโรงงานขยายการผลิต และในอนาคตอาจให้โรงงานในต่างประเทศผลิตชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อนำมาประกอบในเมืองไทย เนื่องจากงานสเตนเลสต้องใช้แรงงานเข้มข้น

นอกจากนี้ ยังสนใจตลาดอินโดนีเซีย ซึ่งการทำธุรกิจต้องไปแบบมีคู่ค้า อาจจะเข้าไปเป็นผู้รับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) เพราะการเปิดโรงงาน และทำตลาดเองจะยากกว่า

โกศิลป์ทิ้งท้ายว่า “ผู้ประกอบการไทยที่มีความพร้อมจะอยู่แต่ในเมืองไทยที่มีตลาดแคบๆ ไปทำไม ควรจะรีบออกไปขยายตลาดในอาเซียน เพราะออกไปก่อน ได้ตลาดก่อน ได้สร้างแบรนด์ก่อน”

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล