
อุตฯรถยนต์ยังโตคงเป้าผลิต2.8ล.คัน
สศอ.ยืนเป้ายอดผลิตรถปีนี้ 2.8 ล้านคัน ชี้มีรถยนต์รุ่นใหม่รอเปิดตัวกระตุ้นยอด
สศอ.ยืนเป้ายอดผลิตรถปีนี้ 2.8 ล้านคัน ชี้มีรถยนต์รุ่นใหม่รอเปิดตัวกระตุ้นยอด
นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ในต้นเดือน พ.ค. สศอ.ได้ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์แล้วเห็นว่ายังคงมีการขยายตัวต่อเนื่อง จึงคงประมาณการยอดผลิตรถยนต์ทั้งปีที่ 2.8 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 14.88% จากปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การผลิตในไตรมาสแรกของปีนี้ อยู่ที่ 7.21 แสนคัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 44.48% ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2 คาดว่าจะขยายตัว เนื่องจากโรงงานผลิตรถยนต์ต่างเร่งกำลังผลิตเพื่อให้ทันต่อความต้องการของลูกค้าที่มีสินค้าค้างจอง โดยคาดว่าจะมีการผลิตรถยนต์ประมาณ 6.4 แสนคัน เพิ่มขึ้น 15.51% ขณะที่ครึ่งปีหลังคาดว่าจะเติบโตเช่นกัน
“อุตสาหกรรมยานยนต์เติบโตจากทั้งยอดจำหน่ายในประเทศและยอดส่งออก ทำให้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมมากกว่า 100% หรือมีล่วงเวลา (โอที) มากกว่า 3 กะต่อวัน” นายสมชาย กล่าว
ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวว่า แม้มีกระแสข่าวกรณีที่ผู้จองรถจากโครงการรถคันแรกทิ้งใบจอง แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบกับยอดการผลิตที่คาดการณ์ไว้ เพราะส่วนหนึ่งอาจเป็นการทิ้งใบจองเพื่อรอรถรุ่นใหม่ ซึ่งหลังจากมีโอกาสพูดคุยกับผู้ประกอบการ พบว่า ค่ายรถยนต์หลายแห่งมีโมเดลรถรุ่นใหม่ออกมาเพื่อกระตุ้นตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังได้รับข้อมูลจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่มีฐานการผลิตในไทยเกือบทั้งหมดว่าย้ายฐานการผลิตรถยนต์นั่งขนาดเล็กมาเมืองไทยแล้ว คาดว่าจะผลิตภายในปีนี้เพื่อเน้นตลาดในประเทศและตลาดส่งออก
ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เป้าหมายการผลิตรถยนต์ปีนี้ ส.อ.ท. ยังมองที่ 2.55 ล้านคัน ส่วนจะปรับเป้าหมายตาม สศอ.หรือไม่ จะต้องติดตามข้อมูลในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกค่ายมีการประเมินยอดขายทั้งในประเทศและส่งออก หลังจากได้รับทราบตัวเลขจริงจากการทำตลาดตลอด 5 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.พ.ค. 2556)
ทั้งนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการมีความเป็นห่วง และต้องการติดตามข้อมูลอยู่เสมอ คือ กรณีลูกค้าที่จองรถในโครงการรถคันแรกจะทิ้งใบจองจำนวนมากน้อยเพียงใด เนื่องจากมียอดจองมากถึง 1.25 ล้านคัน และเหลือส่งมอบปีนี้ราว 6 แสนคัน ซึ่งเทียบกับการจองรถปกติ อาทิ การจองในงานแสดงรถยนต์จะมีจำนวนผู้ทิ้งใบจองเฉลี่ย 1020% จึงต้องติดตามข้อมูลต่อไปว่า จะมีการทิ้งใบจองมากกว่า 20% หรือไม่ ซึ่งหากมากกว่าอาจกระทบยอดการผลิตทั้งปีได้
“นอกจากนี้ต้องติดตามผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าด้วยว่าจะส่งผลต่อยอดส่งออกและรายได้จำนวนเท่าไร เพราะเป็นส่วนสำคัญที่อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นห่วง” นายสุรพงษ์ กล่าว
นายชัยณรงค์ ลิมปกิตติสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ กล่าวว่า จากการพบปะกับผู้ประกอบกิจการด้านยานยนต์ของญี่ปุ่น พบว่า ในอาเซียนผู้ผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศไทยเพื่อเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยแม้บางส่วนจะมีการขยายฐานลงทุนไปในอินโดนีเซีย แต่ก็เป็นการผลิตเพื่อขายในประเทศเนื่องจากอินโดนีเซียมีประชากรมาก ดังนั้นการเพิ่มการลงทุนในอินโดนีเซียของค่ายรถจึงไม่กระทบต่อการลงทุนในประเทศไทย







