
ต้องจริงใจ
เหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างย่านลาดพร้าวและจันทรเกษมเมื่อหลายวันก่อน สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้คนย่านนั้นไม่น้อย กว่าที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จะสามารถแก้ไขปัญหา นำสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ก็กินเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง
เหตุการณ์ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างย่านลาดพร้าวและจันทรเกษมเมื่อหลายวันก่อน สร้างความตื่นตระหนกให้ผู้คนย่านนั้นไม่น้อย กว่าที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จะสามารถแก้ไขปัญหา นำสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ก็กินเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง
ยังดีที่ว่าสาเหตุการเกิดไฟฟ้าดับดังกล่าว เกิดจากอุปกรณ์อัตโนมัติที่ควบคุมการส่งจ่ายไฟฟ้าไปยังสายส่งต่างๆ และสถานีย่อยเกิดทำงานผิดพลาด มิได้เกิดจากการใช้ไฟที่สูงเกินกำลังสำรอง อย่างที่เคยมีความกังวลและเฝ้าระวังกันอย่างใกล้ชิดในช่วงต้นเดือน เม.ย. ซึ่งแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติในเมียนมาร์หยุดจ่ายก๊าซมาที่ประเทศไทยเพื่อผลิตไฟฟ้า
แต่เราคงจะสบายใจหายห่วงเรื่องไฟฟ้าไม่ได้ ตราบใดที่ประเทศไทยยังพึ่งการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติในอัตราส่วนที่สูงถึง 70% และใช้เชื้อเพลิงอื่นๆ อาทิ ถ่านหินและลิกไนต์ พลังงานหมุนเวียน น้ำมันเตา ฯลฯ ในอัตราส่วนน้อยนิด เพราะเท่ากับว่าเรายืนอยู่บนความเสี่ยง หากวันใดไม่สามารถหาก๊าซธรรมชาติมาได้อย่างเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้า
ที่น่าเป็นห่วง เพราะประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่างๆ ได้เพียง 2,800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงเรื่อยๆ ในขณะที่ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้นั้น มีมากถึง 4,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งส่วนต่างเกือบครึ่งนั้น เราต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
เราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน คือ เมียนมาร์ ประมาณ 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และอีกจำนวนหนึ่งต้องหาซื้อในตลาดโลก ซึ่งก็มีข้อจำกัด เพราะมีราคาแพงและมีคลังเก็บ หรือ แอลเอ็นจี เทอร์มินอล อยู่อย่างจำกัด
การหันไปหาเชื้อเพลิงชนิดอื่นเพื่อผลิตไฟฟ้า จึงเป็นทางออกที่ต้องเดินไปให้ถึงให้ได้ เชื้อเพลิงที่เป็นไปได้ คือ ถ่านหิน ซึ่งมีราคาถูกกว่าและจัดหามาเก็บสต๊อกไว้ได้ อีกทั้งบริหารต้นทุนได้ดีกว่า แต่ปัญหาหลัก คือ ความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมลพิษ ซึ่งทำให้ถูกต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มเอ็นจีโอและคนในพื้นที่ที่ยังไม่ลืมฝันร้ายจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แม่เมาะ
รมว.พลังงาน พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ออกมายืนยันจะผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยมีแนวคิดว่า หากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตไม่สามารถผุดโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยตนเอง ก็อาจเปิดทางให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้เล่นเพิ่ม ในขณะเดียวกันก็จะมีนโยบายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัทลูก ออกไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โครงการทวาย เพื่อส่งไฟฟ้ากลับมาขายที่ประเทศไทย
ขณะที่การผลักดันพลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ ยังมีข้อจำกัดในการนำมาใช้ เพราะทั้งมีน้อยและต้นทุนแพง และหากใช้มาก ยิ่งมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า เพราะรัฐต้องจ่ายส่วนเพิ่ม หรือค่าแอดเดอร์ ให้แก่ผู้ประกอบการด้วย ถ่านหินจึงน่าจะเป็นคำตอบที่ใช่ แต่จะทำอย่างไรให้ประชาชนผู้ที่จะได้รับผลกระทบมั่นใจว่าใช่ด้วย
การเปิดให้เอกชนเข้ามาทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือการออกไปพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศเพื่อนบ้าน ดูเหมือนเป็นการเลี่ยงปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา ดังนั้นรัฐควรเดินหน้าชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนต่อไป
ที่สำคัญที่สุด รัฐต้องจริงใจกับประชาชน ต้องให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีจะนำมาใช้ในโรงไฟฟ้าถ่านหิน ต้องเป็นเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดที่สามารถกำจัดหรือลดมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม หากผลการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและประชาพิจารณ์ออกมาว่าอย่างไร ก็ต้องฟังและนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ และอย่าลืมว่าความมั่นคงทางพลังงาน ควรจะต้องควบคู่มากับความปลอดภัย สิ่งแวดล้อมและชุมชนที่ยั่งยืนด้วย







