posttoday
แรงกดดันเงินเฟ้อลด เศรษฐกิจชะลอ เปิดช่องลดดอกเบี้ย

แรงกดดันเงินเฟ้อลด เศรษฐกิจชะลอ เปิดช่องลดดอกเบี้ย

13 พฤษภาคม 2556

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกแกว่งขึ้นทำสถิติใหม่ นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ (สูงสุดเป็นประวัติการณ์) ญี่ปุ่นและยุโรป (สูงสุดในรอบกว่า 4 ปี) ส่วนตลาดหุ้นไทยปิดสูงสุดในรอบ 16 ปี

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกแกว่งขึ้นทำสถิติใหม่ นำโดยตลาดหุ้นสหรัฐ (สูงสุดเป็นประวัติการณ์) ญี่ปุ่นและยุโรป (สูงสุดในรอบกว่า 4 ปี) ส่วนตลาดหุ้นไทยปิดสูงสุดในรอบ 16 ปี

แรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกลดลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแผ่วลง จึงเปิดพื้นที่ให้ธนาคารกลางหลายแห่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม นำโดยธนาคารกลางยูโร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ เดนมาร์ก โปแลนด์ เป็นต้น

ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างแข็งกร้าว ผลักดันให้ค่าเงินเยนร่วงเกือบแตะ 102 เยน/เหรียญสหรัฐ อ่อนสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2551

เยนอ่อนค่า และตลาดแรงงานสหรัฐที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว ได้หนุนเหรียญสหรัฐให้แข็งค่าขึ้น สร้างแรงกดดันต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำที่ร่วงลง 2% เศษ เมื่อวันศุกร์

น่าสังเกตว่า สปีดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มแรก เศรษฐกิจยังคงถดถอยและส่อแววเรื้อรัง ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป กลุ่มสอง เศรษฐกิจขยายตัวอ่อนๆ 12% แต่การฟื้นตัวยังเปราะบาง นำโดยสหรัฐและญี่ปุ่น กลุ่มสาม เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตดี 5% ขึ้นไป ตลาดอีเมอร์จิ้งส่วนใหญ่ รวมไทย จัดอยู่ในกลุ่มนี้

สองกลุ่มแรก ยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง บางประเทศทำหนักขึ้นด้วย เช่น ญี่ปุ่นและยูโรโซน ขณะที่กลุ่มที่ 3 บางประเทศเริ่มเผชิญภาวะตลาดการเงินร้อนแรงเกินไป หนักๆ หน่อย ก็เริ่มเผชิญความเสี่ยงภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ กลุ่มนี้จึงลังเลที่จะลดดอกเบี้ยตาม 2 กลุ่มแรก

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้าง เมื่อผนวกกับความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจอีเมอร์จิ้งมาร์เก็ตจะขยายตัวได้ดีกว่าในช่วงหลายปีข้างหน้า ยังผลให้กระแสเงินทุนหลั่งไหลเข้าตลาดการเงินอีเมอร์จิ้ง ค่าเงินกลุ่มนี้รวมถึงบาท จึงแข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในบางประเทศรวมถึงไทย ค่าเงินแข็งเร็วเกินไป และเริ่มนำหน้าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ จึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (หากค่าเงินยังแข็งต่อ) ที่จะเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างรวดเร็ว

ล่าสุด IMF ส่งสัญญาณเตือนว่า กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดการเงินโลก อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่สินทรัพย์ หรือทำให้ตลาดเกิดใหม่บางแห่งอยู่ในภาวะร้อนแรงเกินไป จึงต้องจับตาความเสี่ยงนี้อย่างใกล้ชิด

กรณีตลาดหุ้นไทยช่วงเดือนที่ผ่านมา วิ่งขึ้นมาถึง 10.4% มาปิดที่ 1,622 จุด สูงสุดในรอบ 16 ปี แม้ระยะยาวยังโน้มแกว่งขึ้น หนุนโดยผลประกอบการของ บจ.ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีเกินคาด ซึ่งจะนำไปสู่การปรับขึ้นประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย

ดัชนี SET ที่ 1,622 จุด เทรดอยู่ที่พี/อี 14.7 เท่าของประมาณการกำไรปี 2556 ที่คาดว่าจะโต 16.2% ขณะที่อัตราเงินปันผลจะอยู่ที่ 3% กรณีขึ้นถึง 1,700 จุด ค่าพี/อีจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 15.4 เท่า

เมื่อผ่านกลางปีไปแล้ว นักวิเคราะห์จะทยอยปรับขึ้นไปใช้ประมาณการกำไรและราคาเป้าหมายของปี 2557 ซึ่งจะดึงให้ค่าพี/อีอนาคตค่อยๆ ลดลง จึงมีโอกาสสูงที่จะได้เห็น 1,700 จุดภายในปีนี้ แต่น่าจะเป็นในช่วงครึ่งหลังของปี

ระยะสั้น ดัชนีวิ่งขึ้นมาเร็ว จะเผชิญกับแรงขายทำกำไรตามแนวต้านสำคัญ 1,640 และ 1,680 จุด ตามลำดับ แนะทยอยลดพอร์ตเทรดดิ้งตามแนวต้าน

แนะจับตาการหารือสถานการณ์ค่าเงินบาทระหว่างหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 พ.ค. 2556

แรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งจากการลดลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ บาทแข็ง กอปรกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แผ่วลง ตามทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจโลก จึงมีพื้นที่อยู่บ้างในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุม กนง.ครั้งถัดไปช่วงปลายเดือน พ.ค.

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท