
1,600หนุนไอพีโอ-ซื้อกิจการ
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นหลายประเทศทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) นำโดยดัชนีดาวโจนส์ทะยานทะลุ 15,000 จุด ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นหลายประเทศทำจุดสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) นำโดยดัชนีดาวโจนส์ทะยานทะลุ 15,000 จุด ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดัชนีนิกเกอิเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี หลังเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นทะลุระดับ 100 เยนต่อเหรียญสหรัฐ และดัชนีหุ้นไทยเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี ปิดที่ระดับ 1622.48 จุด เพิ่มขึ้น 2.76% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นโลกที่สดใส ได้รับแรงหนุนของข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐ การส่งออกของจีนที่ออกมาดี รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีของกลุ่มประเทศยุโรปด้วย นอกจากนี้ ยังมีแรงซื้อเก็งกำไรของนักลงทุน จากคาดดอกเบี้ยจะลดลง และกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในงวดไตรมาสแรกปีนี้ออกมาดีอย่างที่คาด และหลายบริษัทมีกำไรสูงเกินคาดการณ์ ซึ่งปัจจัยบวกเหล่านี้สนับสนุนให้ตลาดหุ้นไทยยังมีทิศทางขาขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ด้วย
หุ้นน้องใหม่แจกกำไรเกิน 100%
ภาวะตลาดหุ้นที่ทะยานขึ้น ส่งผลดีถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นซื้อกิจการ การครอบงำกิจการ (เทกโอเวอร์) การระดมทุนในรูปแบบต่างๆ ความสำเร็จของการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) และเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท ซังโกะ ไดคาซติ้ง (ประเทศไทย) หรือ SANKO เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันแรก ในวันที่ 9 พ.ค. 2556 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าราคาปิดที่ 2.80 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 115.38% จากราคาไอพีโอที่ 1.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 824.72 ล้านบาท
ในสัปดาห์นี้จะมีหุ้นน้องใหม่ 2 บริษัท คือ บริษัท ช.ทวี ดอลลาเซียน (CHO) เข้าซื้อขายใน เอ็ม เอ ไอ วันที่ 13 พ.ค.นี้ ราคาไอพีโอหุ้นละ 1.80 บาท และวันที่ 16 พ.ค.นี้ หุ้นบริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ (CHG) เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ราคา 6.30 บาท คาดว่าหุ้นทั้งสองบริษัทมีโอกาสปรับตัวขึ้นวันแรกสูงกว่า 100% ได้ไม่ยากนัก ด้วยปัจจัยพื้นฐานของบริษัทและแนวโน้มตลาดหุ้นขาขึ้นหนุน
เจพีมอร์แกนทุ่มเพิ่มทุนกวาดงานที่ปรึกษา
ม.ล.ชโยทิต กฤดากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภายหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าตรวจสอบฐานะเจพีมอร์แกน พบว่าด้วยปริมาณธุรกรรมที่มีอยู่และโอกาสธุรกิจที่จะมีเข้ามาในอนาคต เห็นว่าทางเจพีมอร์แกนจำเป็นต้องมีการขยายฐานทุน ซึ่งบริษัทพิจารณาแล้วเห็นควรว่าจะมีการเพิ่มทุนภายในปีนี้อีก 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีทุนเรียกชำระแล้วเกือบ 1 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับกับปริมาณธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การซื้อกิจการที่จะมีมากขึ้น ทั้งในด้านของผู้ประกอบธุรกิจชาวไทยมีศักยภาพมองหาโอกาสการลงทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพลังงาน ค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม
เมเจอร์ฯ เทกโอเวอร์เอ็มพิคเจอร์ส
คณะกรรมการ บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC) มีมติเพิ่มทุนจดทะเบียน 28.24 ล้านหุ้น เพื่อแลกหุ้นบริษัท เมเจอร์ กันตนา บรอดแคสติ้ง (เอ็มชาแนล) ทั้งหมด 100% มูลค่าทั้งสิ้น 57.50 ล้านบาท จากบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) และผู้ถือหุ้นรายอื่นซึ่งรวมถึง วิชา พูลวรลักษณ์ กรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ MAJOR และแลกหุ้นบริษัท ทาเลนต์ วัน (T1) อีกจำนวน 14.38% จากเมเจอร์ฯ มูลค่าจำนวน 19.10 ล้านบาท
ปัจจุบันเมเจอร์ฯ ถือหุ้น MPIC ใหญ่ที่สุดจำนวน 74.36% และเมื่อได้หุ้นเพิ่มทุนมามากขึ้น ทำให้คณะกรรมการประกาศเจตนารมณ์ในการรับซื้อหุ้นคืนจากรายย่อย (เทนเดอร์ออฟเฟอร์) MPIC ในราคาหุ้นละ 2.71 บาท
ระวังอสังหาฯ ต่ำกว่าคาด
บริษัทประกาศกำไรไตรมาสแรกปีนี้ออกมาดีอย่างที่คาด และหลายบริษัทก็ทำได้สูงกว่าคาดการณ์ เช่น บริษัท เคซีอี (KCE) อย่างไรก็ตาม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เตือนว่า บริษัทอสังหาริมทรัพย์บางแห่ง เช่น บริษัท แสนสิริ (SIRI) และบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) อาจจะมีกำไรออกมาน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก็เป็นไปได้ เนื่องจากการแห่เปิดโครงการใหม่ แต่การก่อสร้างล่าช้าเพราะขาดแคลนแรงงานของผู้รับเหมา ท่ามกลางต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่รายได้ยังไม่เข้าบริษัท
ค่าเงินบาทแข็งทุบกำไร TUF
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรก ปี 2556 มีกำไรสุทธิเพียง 674 ล้านบาท ลดลงประมาณ 54% จากที่มีกำไรสุทธิ 1,467 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ยังสามารถรักษายอดขายรูปเงินเหรียญสหรัฐโตได้เป็น 824 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในรูปเงินบาทลดลง 3% เป็นเท่ากับ 24,441 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.5%
กลต.หนุน บล.วิเคราะห์หุ้น 20 อันดับแรก
วรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ก.ล.ต.ขอความร่วมมือจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เพื่อผลักดันให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จัดทำข้อมูลสำคัญในเชิงวิเคราะห์ของหุ้นที่ลูกค้าสนใจจำนวนมาก คิดจากหุ้น 20 อันดับแรกของลูกค้าทุกประเภทของ บล.แต่ละแห่ง หรือหุ้นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 10 อันดับแรกของลูกค้าบุคคลอย่างใดอย่างหนึ่งในรอบหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา







