
การขอคืนค่ามัดจำอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งสำคัญสามัญประจำบ้านของหลายๆ ครอบครัว ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลักๆ อยู่ 3-4 เจ้าให้เลือก สำหรับการสมัครใช้งานบริการอินเทอร์เน็ตนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาดูถึงค่าบริการเปรียบเทียบกับความเร็วของสัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้ว สิ่งที่ต้องไม่ลืมก่อนตัดสินใจเลือกบริการก็คือ ราคาค่าอุปกรณ์รับสัญญาณ เช่น โมเดม อุปกรณ์แปลงสัญญาณ WiFi อุปกรณ์เหล่านี้มักจะมาในรูปแบบให้เช่า ต้องมีการคิดค่ามัดจำอุปกรณ์ จ่ายไปก่อน จะได้คืนก็ต่อเมื่อมีการบอกเลิกสัญญา
อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งสำคัญสามัญประจำบ้านของหลายๆ ครอบครัว ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลักๆ อยู่ 3-4 เจ้าให้เลือก สำหรับการสมัครใช้งานบริการอินเทอร์เน็ตนั้น นอกจากจะต้องพิจารณาดูถึงค่าบริการเปรียบเทียบกับความเร็วของสัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้ว สิ่งที่ต้องไม่ลืมก่อนตัดสินใจเลือกบริการก็คือ ราคาค่าอุปกรณ์รับสัญญาณ เช่น โมเดม อุปกรณ์แปลงสัญญาณ WiFi อุปกรณ์เหล่านี้มักจะมาในรูปแบบให้เช่า ต้องมีการคิดค่ามัดจำอุปกรณ์ จ่ายไปก่อน จะได้คืนก็ต่อเมื่อมีการบอกเลิกสัญญา
มีหนึ่งตัวอย่างที่ผู้บริโภคเคยถูกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตตุกติกจ่ายเงินคืนค่ามัดจำอุปกรณ์รับสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งแน่นอนว่าปัญหานี้มีทางออก
ผู้บริโภคท่านหนึ่งสมัครเป็นสมาชิกอินเทอร์เน็ตเจ้าดังเจ้าหนึ่งมาเป็นเวลา 5 ปี ต้องการบอกเลิกใช้บริการ จึงโทรไปแจ้งให้ทางบริษัททราบว่า ต้องการบอกเลิกสัญญาและให้บริษัทมาเก็บอุปกรณ์ของตัวเองไป หลังจากนั้นไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่มาเก็บอุปกรณ์ คือ กล่องรับสัญญาณ เมื่อมารับอุปกรณ์และเซ็นเอกสารกันเรียบร้อย จากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ช่างที่มาเก็บอุปกรณ์โทรมาบอกว่า กล่องรับสัญญาณที่เก็บไปการ์ดชำรุด ใช้งานไม่ได้ จึงต้องมีการหักเงินค่ามัดจำเป็นค่าเสื่อมของอุปกรณ์รับสัญญาณ
แต่ผู้บริโภคท่านนี้ไม่เชื่อว่าอุปกรณ์จะชำรุดจริงๆ เพราะก่อนจะส่งคืนก็ยังใช้งานได้ปกติ จึงเชื่อว่าน่าจะเกิดการเข้าใจผิด ผู้บริโภคที่ประสบปัญหาจึงได้มีการทักท้วงไป แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะปลายเดือนเขาได้รับเงินโอนเข้าบัญชีจากบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเป็นเงิน 1,000 บาท แทนที่จะเป็น 2,000 บาท เมื่อมีการสอบถาม ได้รับคำตอบว่า เป็นการหักเงินค่ามัดจำอุปกรณ์ที่เกิดการชำรุด เพราะเห็นว่าไม่เป็นธรรม ผู้บริโภคท่านนี้จึงได้รวบรวมหลักฐานที่มีอยู่ส่งเรื่องมาร้องเรียนที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
เมื่อได้ฟังข้อเท็จจริงจากผู้ร้องเรียนแล้ว ศูนย์พิทักษ์สิทธิจึงแนะนำให้ทำจดหมายเรียนถึงกรรมการผู้จัดการบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เพราะการเจรจาทางโทรศัพท์ฝั่งผู้บริโภคจะไม่มีอะไรเป็นหลักฐานยืนยันว่าได้เคยมีการทักท้วงปัญหาที่เกิดขึ้น และให้ยืนยันอย่างชัดเจนว่ามีความประสงค์ในการร้องเรียนเพื่ออะไร
เมื่อได้รับจดหมายร้องเรียนเป็นทางการแล้ว เจ้าหน้าที่มูลนิธิจึงประสานไปที่ฝ่ายรับเรื่องของบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต จากนั้นไม่นานก็ได้รับแจ้งจากผู้บริโภคที่ร้องเรียนว่า ได้รับเงินคืน 1,000 บาท เป็นที่เรียบร้อย
ใครอยากรู้ข้อมูลดีๆ เรื่องผู้บริโภค ติดตามสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ นิตยสาร “ฉลาดซื้อ” นิตยสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของผู้บริโภค www.ฉลาดซื้อ.com, www.facebook.com/chaladsue และโทร. 02-248-3737







