
พาณิชย์เร่งเปิดเอฟทีเอไทยอียู
โพสต์ทูเดย์
— “พาณิชย์” เร่งรับฟังความเห็น กำหนดท่าทีเจรจาเอฟทีเอไทยอียู พร้อมชง ครม. หลังอียูเริ่มเปิดเจรจากับสิงคโปร์และเวียดนามแล้วนางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ อยู่ระหว่างการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ในการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อกำหนดท่าทีในการเจรจากับอียู ตามมาตรา 190 โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค. หรือ มิ.ย.นี้ และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา จากนั้นจะนำเข้าชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎร และหากได้รับความเห็นชอบจะใช้เป็นแนวทางเปิดเจรจากับทางอียูต่อไป
“
ไทยต้องมีท่าทีให้ชัด เพราะล่าสุดอียูได้เริ่มเปิดเวทีเจรจากับสิงคโปร์ไปแล้วเมื่อช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา และกำลังเปิดการเจรจากับเวียดนาม ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นเป้าหมายที่อียูจะทำเอฟทีเอด้วย โดยอียูก็รอว่าไทยพร้อมที่จะเปิดโต๊ะเจรจาได้เมื่อใด และขณะนี้ทราบว่ามาเลเซียก็แสดงความพร้อมที่จะเปิดเจรจาเอฟทีเอกับอียูเช่นเดียวกัน” นางอัญชนา กล่าวขณะเดียวกัน อียูยังมีการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศที่ 3 เช่น ชิลี เม็กซิโก กลุ่มเมอร์โคซูร์ และกลุ่มประเทศที่เป็นอาณานิคมเดิม ซึ่งหากไทยช้าประเทศเหล่านี้จะเป็นคู่แข่งทางการค้าสำคัญของไทย อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าและบริการไทยไปยังตลาดอียูได้
สำหรับผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับในการทำเอฟทีเอกับอียู จากผลการศึกษาที่เคยได้ทำไว้ในช่วงการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียนอียู พบว่า ปัจจุบันอียูเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของไทย รองจากอาเซียนและญี่ปุ่น และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 รองจากอาเซียน สินค้าที่จะได้ประโยชน์ส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ไก่แปรรูป อัญมณีและเครื่องประดับ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยาง ยางพารา อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และข้าว เป็นต้น
ขณะที่สินค้าที่จะนำเข้ามาเป็นวัตถุดิบ เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น







