
ทำไมวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยรอบนี้ถึงจบยาก?
....ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2549 กำหนดใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2549 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2554 ได้กำหนดวิสัยทัศน์พัฒนาประเทศไปสู่
“สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน” ครอบคลุมสังคมสันติสุข เศรษฐกิจมีคุณภาพ อยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรีแปลกแต่จริง แผนพัฒนาฯ ซึ่งลงนามสนองพระราชโองการโดยรัฐบาลแต่งตั้งโดย คมช. ได้กล่าวถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ในแง่บวกอย่างมาก ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญได้ถูกฉีกทิ้งไปแล้วจากเหตุการณ์รัฐประหาร 1 เดือนก่อนหน้านี้พอดี กล่าวคือ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยกล่าวว่าการเมืองไทยในช่วงก่อนหน้านั้นปรับตัวเข้มแข็งขึ้นและมีเสถียรภาพอย่างมาก เนื่องจากการปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ทำให้ระบบพรรคการเมือง รัฐบาล และระบบรัฐสภามีความเข้มแข็ง รัฐบาลจากการเลือกตั้งชัดเจนในเรื่องนโยบายและทิศทางพัฒนาประเทศ ผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเป็นธรรม
สถานการณ์ปัจจุบันได้ตรงกันข้ามกับวิสัยทัศน์ของแผนฉบับนี้มาก โดยระยะเวลาได้ผ่านมาแล้วมากกว่า 3 ปีครึ่ง ใกล้จะครบกำหนดสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ ในเดือน ก.ย. 2554 สังคมไทยไม่ได้อยู่เย็นเป็นสุขแต่อย่างใด ตรงกันข้าม แผ่นดินกำลังลุกเป็นไฟ เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ลากยาวกว่าครั้งก่อนๆ และเกินกว่าที่คาดหมายเอาไว้มาก ทำให้ผู้เชี่ยวชาญพยายามให้คำอรรถาธิบายถึงเหตุผลหลายประการ
ประการแรก ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้สลับซับซ้อนกว่าเดิมมาก โดย ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ให้ทัศนะว่า เมื่อครั้งเกิดเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 นั้น มีความชัดเจนว่าเป็นเรื่องประชาชนต่อสู้กับอำนาจเผด็จการ ส่วนเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 แม้จะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น แต่ก็ไม่สลับซับซ้อนเท่ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ประเด็นสำคัญของความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ คือ เป็นการยากที่มองว่าฝ่ายใดผิดฝ่ายใดถูก แม้แต่ครอบครัวเดียวกัน เพื่อนรักใคร่กัน เพื่อนร่วมงานกัน ฯลฯ ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
ดังนั้น ควรเป็นหน้าที่นักประวัติศาสตร์การเมืองในอีก 2030 ปีข้างหน้า ที่จะเป็นผู้ตีความและบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในบทสำคัญนี้ว่าใครเป็นผู้ร้าย? ใครเป็นพระเอก?
ประการที่สอง ความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลทำให้การปิดกั้นข่าวสารหรือตัดเครือข่ายโทรคมนาคมของฝ่ายที่สูญเสียอำนาจทำได้ยากยิ่งขึ้น โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย ได้ให้ทัศนะว่า ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อนายปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป. พิบูลสงคราม, พระยาทรงสุรเดช, พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ต้องลี้ภัยและถึงแก่อสัญกรรมในต่างประเทศ กลับมาประเทศไทยในรูปเถ้าและกระดูกเท่านั้น
แต่กรณีของ ทักษิณ ชินวัตร กลับตรงกันข้าม เนื่องจากเป็นบุคคลมีฐานะการเงินดี และทำธุรกิจในด้านสื่อสารโทรคมนาคมมาก่อน ทำให้สามารถสร้างเครือข่ายเข้าถึงผู้สนับสนุนและมวลชนภายในประเทศได้ผ่านช่องทางต่างๆ อันหลากหลาย เช่น โทรทัศน์ผ่านดาวเทียม วิทยุชุมชน โทรศัพท์มือถือ โฟนอิน ฯลฯ
ประการที่สาม วิกฤตความครั้งนี้ได้บั่นทอนความเชื่อมั่น (Trust) ในสถาบันของชาติจำนวนมาก โดย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้า ได้ให้ทัศนะว่า ไม่มีความขัดแย้งในครั้งใดเลยที่ผ่านมา ซึ่งเกือบทุกสถาบันหลักของประเทศได้ถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมและบทบาทมากที่สุดเหมือนกับในปัจจุบัน
รัฐสภาถูกตั้งฉายาที่แสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมรับ องค์การอิสระก็ถูกท้าทายและไม่ยอมรับ ศาลซึ่งไม่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก่อน ก็ถูกวิพากษ์อย่างเปิดเผย ส่วนสถาบันองคมนตรี ซึ่งควรอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง ก็ได้กลายเป็นเป้าการโจมตี
นอกจากนี้ ยังได้แสดงความวิตกกังวลว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปยาวนานขึ้น อาจจะนำมาซึ่งความล่มสลายของระบอบประชาธิปไตยได้







