posttoday
เจาะลึกเมียนมาร์ 4 เมืองน่าลงทุน

เจาะลึกเมียนมาร์ 4 เมืองน่าลงทุน

09 พฤษภาคม 2556

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

เมียนมาร์ แหล่งการลงทุนที่น่าสนใจที่สุดในเวลานี้สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการขยายการลงทุนออกไปนอกประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 แต่หลายคนคงยังไม่รู้ว่าการลงทุนในแต่ละอุตสาหกรรม พื้นที่ไหนจะเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมและมีศักยภาพมากที่สุด

ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้วิเคราะห์การค้าและการลงทุนของเมียนมาร์หลังปี 2558 และชี้เฉพาะ 4 เมืองดาวเด่นที่ควรเข้าไปทำธุรกิจในเมียนมาร์ ได้แก่ ย่างกุ้งมัณฑะเลย์ มะละแหมง และ ทวาย ซึ่งเป็นที่รู้จักดีสำหรับนักธุรกิจชาวไทย แต่ลึกลงไปนั้นสภาพเศรษฐกิจ ทรัพยากร และที่ตั้งของแต่ละเมืองก็มีความแตกต่างกันไป จึงเหมาะสมกับการลงทุนที่แตกต่างกันไปเช่นเดียวกัน

อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ย่างกุ้งเป็นศูนย์กลางของเมียนมาร์ทั้งในเรื่องประชากร เศรษฐกิจ การลงทุน การขนส่ง เหมาะกับการทำธุรกิจหลายประเภท ซึ่งปัจจุบันมีนักธุรกิจต่างชาติเข้าไปในย่างกุ้งเป็นจำนวนมาก โดยกิจการที่เหมาะจะเข้าไปลงทุนในย่างกุ้ง ได้แก่ ธุรกิจแปรรูปข้าว ธุรกิจอะไหล่รถและชิ้นส่วน ธุรกิจสิ่งทอ ธุรกิจรองเท้า

ธุรกิจสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมประมงทั้งการเพาะเลี้ยงจากทะเลและการจับสัตว์น้ำจากทะเล ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจการบริการ เช่น ร้านอาหาร อู่ซ่อมรถ สถาบันฝึกอบรมวิชาชีพ ธุรกิจเครื่องจักรกล ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ อุตสาหกรรมไม้แปรรูป การผลิตของชำร่วยและสิ่งประดิษฐ์ที่ทำจากไม้ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้มีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีในย่างกุ้ง

เมืองที่สอง คือ มัณฑะเลย์ เป็นอีกเมืองที่มีศักยภาพด้านการลงทุนไม่แพ้กัน และเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากย่างกุ้ง อุตสาหกรรมที่เหมาะที่จะเข้าไปลงทุน ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ วัสดุและอุปกรณ์การเกษตร รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอัญมณี หยก พลอย เพราะที่นี่เป็นแหล่งอัญมณีแห่งใหญ่ของเมียนมาร์ ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องอัญมณีน่าจะลองเข้าไปศึกษาเมืองมัณฑะเลย์ไว้ด้วย

เมืองที่สาม ได้แก่ มะละแหมง เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศใกล้เคียงกับภาคใต้ของไทย ซึ่งเป็นเมืองที่เหมาะจะไปลงทุนในกลุ่มเกษตรกรรม เช่น ข้าวยางพารา น้ำมันปาล์ม มันสำปะหลัง ประมง ขณะเดียวกันก็เหมาะที่จะเข้าไปลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปประมง แปรรูปอาหาร โลจิสติกส์ วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องดื่ม

เมืองสุดท้ายน่าจะเป็นเมืองที่นักลงทุนชาวไทยคุ้นเคยชื่อมากที่สุด ได้แก่ เมืองทวาย เนื่องจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศมีโครงการที่จะพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ นิคมอุตสาหกรรมที่ทวาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาพื้นที่ เมืองนี้อยู่ใกล้ประเทศไทยและสามารถเดินทางโดยรถยนต์จาก จ.กาญจนบุรีไปถึงทวายได้ ซึ่งในช่วงระหว่างโครงการทวายกำลังพัฒนา มีธุรกิจที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน ได้แก่ การเช่าพื้นที่ปลูกยางพารา เช่าพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน และการเพาะเลี้ยงสัตว์

แต่หลังจากโครงการทวายพัฒนาแล้ว ธุรกิจที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน ได้แก่ ธุรกิจโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อาหารแปรรูป สิ่งทอ รองเท้า ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เช่น โรงแรม ที่พัก ตัวแทนซื้อขายสินค้า สินค้าอุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้าง

“แต่ละเมืองจะมีจุดเด่น ทรัพยากร ที่ตั้งที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าไปลงทุนจะต้องพิจารณาความเหมาะสม ว่าจะไปทำธุรกิจอะไร ในพื้นที่ไหน ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจได้”

สำหรับสถานการณ์การลงทุนในเมียนมาร์หลังจากปี 2558 เชื่อว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) จะไหลเข้าเมียนมาร์ อย่างต่อเนื่อง โดยอาจพุ่งสูงกว่า 200-400% และมีมูลค่าสูงกว่าแสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเมื่อปี 2553 ที่มีการเลือกตั้ง เอฟดีไอเมียนมาร์โตจากปี 2552 เกือบ 6,000% จาก 330 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็น 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท