
ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์เหนื่อยบาทแข็ง-เศรษฐกิจโลกฉุดส่งออก
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ประมาณ 29.60 บาท/เหรียญสหรัฐ ถือว่าทำให้ผู้ประกอบการส่งออกเริ่มหายใจหายคอโล่งขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็ยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายังไว้ใจสถานการณ์ไม่ได้ เช่นเดียวกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่สะท้อนความกังวลว่า การส่งออกอุตสาหกรรมดังกล่าวจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
“สมบูรณ์ หอตระกูล” ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า แม้หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เสนอมาตรการดูแลค่าเงินต่อกระทรวงการคลังไป 4 มาตรการ จะทำให้ค่าเงินบาทเริ่มเคลื่อนไหวเข้าใกล้กับสกุลอื่นในภูมิภาค แต่ยังต้องติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินอย่างใกล้ชิดว่าจะมีเสถียรภาพระยะยาวเพียงใด
ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาซึ่งเงินบาทแข็งค่าสูงที่สุดในภูมิภาค กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบจากค่าเงินพอสมควร โดยส่งออกมูลค่ารวมที่ 1.32 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว แต่เมื่อคิดเป็นมูลค่าเงินบาทที่ 3.92 แสนล้านบาทนั้น การเติบโตจะเหลือเพียง 1% เท่านั้น และในไตรมาส 2 ที่เงินบาทผันผวนมากนี้ คาดว่าจะหดตัวราว 2%
“นอกจากจะปรับราคาขึ้นไม่ได้แล้ว ประเด็นหนึ่งที่ผู้ประกอบการเจอคือ คู่ค้าในต่างประเทศเห็นว่าเงินบาทแข็ง ผู้ประกอบการน่าจะนำเข้าวัตถุดิบได้ในราคาถูกลง ก็มีการต่อรองให้ลดราคาลงอีก”
นอกจากนั้น ความผันผวนของค่าเงินบาททำให้ผู้ประกอบการมีความลำบากในการกำหนดราคาเพื่อรับคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) จากลูกค้าที่จะผลิตและจัดส่งในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป
จากการประเมินของสถาบันไฟฟ้าฯ หลังได้เห็นเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนี้ได้ปรับลดประมาณการส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีสัดส่วนเป็น 31% ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม และ 21% ของสินค้าไทยทั้งหมดที่ส่งออก จากเดิม 3.9% เหลือการเติบโตในปีนี้ที่ 2.5% หรือ 1.73 ล้านล้านบาท ภายใต้สมมติฐานเงินบาทระดับปกติที่ 31.09 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากระดับนี้ ทุกๆ 1 บาทจะทำให้มูลค่าการส่งออกที่คิดเป็นเงินบาทลดลง 4.99 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ จากการประมาณการพบว่า ค่าเงินบาทปรับตัวไปแตะ 29.85 บาท/เหรียญสหรัฐ จะทำให้มูลค่าส่งออกหดตัวลงจากประมาณการปกติที่ 1.14% หากเงินบาทอยู่ที่ 28.91 บาท/เหรียญสหรัฐ และ 28.29 บาท/เหรียญสหรัฐ จะทำให้มูลค่าส่งออกหดตัวจากระดับปกติที่ 3.90% และ 5.75%
นอกจากกรณีของค่าเงินบาทแล้ว ประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อีกคือภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ขณะนี้ฝั่งของยุโรปยังซบเซา สหรัฐยังต้องติดตามว่าฟื้นตัวจริงหรือไม่ เนื่องจากสินค้าทั้งสองกลุ่มต้องพึ่งพิงตลาดต่างประเทศอยู่มาก โดยสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าผลิตเพื่อส่งออกอยู่ 70% ขายในประเทศ 30% ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่งออกอยู่ 90% ขายในประเทศ 10%
“นอกจากเศรษฐกิจที่ยังไม่มีความแน่นอน ที่ต้องจับตาอีกคือแนวโน้มของชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์เริ่มมีปัญหาราคาสินค้าลดลง ทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง แม้ว่าเชิงปริมาณไม่ลดลง ซึ่งต้องดูว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เข้าสู่ตลาดจะทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ทั้งโลกจะสูงถึง 3.03 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีมูลค่า 2.91 แสนล้านเหรียญสหรัฐ อย่างที่มีการคาดการณ์ไว้หรือไม่” สมบูรณ์ กล่าว
แม้จะเจอกับปัญหาเงินบาท ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าฯ ยังมองว่าไทยจะยังเป็นฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาคทั้งสองอุตสาหกรรม เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการมีการขยายฐานการผลิตไปในหลายประเทศในอาเซียน แต่ก็ไม่ใหญ่เท่าประเทศไทย ทั้งนี้เพราะการตัดสินใจลงทุนฐานผลิตนั้นต้องพิจารณาถึงทั้งพื้นฐานเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กฎหมาย และภาษี ซึ่งประเทศไทยยังมีความได้เปรียบในส่วนดังกล่าว







