
กนอ.พุ่งเป้าหนุน5อุตสาหกรรมอนาคต
การนิคมฯ เผย 5 อุตสาห กรรมขับเคลื่อนประเทศไทย ในอีก 10 ปี เพิ่มมูลค่าทะลุ 3 ล้านล้าน
การนิคมฯ เผย 5 อุตสาห กรรมขับเคลื่อนประเทศไทย ในอีก 10 ปี เพิ่มมูลค่าทะลุ 3 ล้านล้าน
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ประเทศ หรือ New Growth Model จะส่งผลให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากประเทศรายได้น้อย สู่ประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของเอเชียและโลก โดยมี 5 อุตสาหกรรมใหม่ที่จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ หรือที่เรียกว่าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมในประเทศไทยได้กว่า 20% หรือกว่า 3 ล้านล้านบาท
ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเดินหน้าอย่างมีศักยภาพคือภาคอุตสาหกรรม โดยใน 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะ โดยรายชื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่
กนอ. คาด 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จะเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมรวมของประเทศไทยทะลุ 3 ล้านล้านในปี 2567
รายงานข่าวจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยรายชื่อ สำหรับ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด 2.อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 3.อุตสาหกรรมไบโอพลาสติก 4.อุตสาห กรรมยานอากาศ และ 5.อุตสาหกรรมสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงต้องตั้งเป้าเพิ่มตัวเลขมูลค่าของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักทางเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าหลักของประเทศ ได้แก่ ข้าว ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลไม้ พืชพลังงาน ประมง รวมถึงรักษามาตรฐานของอุตสาหกรรมบริการ อาทิ ท่องเที่ยว ค้าปลีกหรือค้าส่ง ก่อสร้าง สื่อสารและโทรคมนาคม บริการสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยจำนวนมหาศาล
ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า
ปัจจุบันประเทศไทยมีอุตสาหกรรมหลักทั้งหมด 6 ประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาห กรรมปิโตรเคมีหรือพลาสติก อุตสาหกรรมเอทานอลและไบโอดีเซล อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับ กนอ.ตั้งเป้าเริ่มต้นส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ผู้ประกอบการในประชาคมอาเซียน รวมไปถึงผู้ประกอบการ ทั่วโลกที่มีแนวคิดการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตทั้ง 5 ประเภทนี้ ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทยให้มีความเข้มแข็งและสามารถก้าวนำนานาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
นักลงทุนและผู้ประกอบการทั่วไปสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 022530561 ต่อ 3305 หรือ 022532874 หรือเข้าไปที่ www. ieat.go.th
1. อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น อุตสาหกรรมเกี่ยวกับพลังงาน เชื้อเพลิงชีวภาพ แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า รวมไปถึงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับพลังงานทางเลือกทั้งหมด อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์
2. อุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ บริการเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ฯลฯเพราะจากการจัดทำข้อมูลศึกษาทิศทางตลาดอาหารเพื่อสุขภาพของโลก พบว่าน้าวโน้มมูลค่าการตลาดเกิบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2556 เติบโตถึง 9.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่ากับว่าอัตราการเติบโตของตลาดอาจจะสูงขึ้นกว่า 200% เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของปี 2549
3. อุตสาหกรรมไบโอพลาสติก อันเนื่องมาจากการตระหนักถึงด้านของสิ่งแวดล้อม มีผู้ประกอบการที่แนวโน้มที่จะนำเม็ดไบโอพลาสติกมาทำเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันที่สามารถย่อยสลายได้ และลดปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ใช้จากพลาสติกทั่วไป
4. อุตสาหกรรมยานอากาศ เป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่คึกคัก สืบเนื่องจากกระแสการเข้าสู้ประชาคมอาเซียน (AEC) ในปี 2558 รวมถึงแนวโน้มรูปแบบการสัญจรทางอากาศในปัจจุบันผู้ใช้บริการในทุกระดับสามารถเข้าถึงการใช้บริการได้ รวมถึงแนวโน้มความต้องการก่อสร้างสถานบินรวมไปถึงเครื่องบินมีจำนวนมาก
5. อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมภาพยนตร์ กลุ่มอุตสาหกรรมโฆษณา กลุ่มธุรกิจการให้บริการด้านสถาปัตยกรรม กลุ่มธุรกิจการแพร่ภาพและกระจายเสียงไทยกลุ่มอุตสาหกรรมดนตรีของไทย กลุ่มอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ฯลฯ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มการเติบโดยของอุตสาหกรรมประเภทนี้สูงอย่างต่อเนื่อง
นายวิฑูรย์ เพิ่มเติมว่า ถึงแม้ว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามามีบทบาท และอย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงต้องส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม 6 ประเภทซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศในปัจจุบัน อันได้แก่ 1. อุตสาหกรรมยาง 2. อุตสาหกรรมอาหาร 3. อุตสาหกรรมปิโตรเคมีหรือพลาสติก 4. อุตสาหกรรมยานยนต์ 5. อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 6. อุตสาหกรรมเอทานอลและไบโอดีเซล รวมถึงประเทศไทยยังคงต้องตั้งเป้าในการเพิ่มตัวเลขมูลค่าของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักทางเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าหลักของประเทศไทยได้แก่ ข้าว ยางพารา ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ผลไม้ พืชพลังงาน ประมง ฯลฯ รวมถึงรักษามาตรฐานของอุตสาหกรรมบริการ อาทิ ท่องเที่ยว ค้าปลีกหรือค่าส่ง ก่อสร้าง สื่อสารและโทรคมนาคม บริการสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยจำนวนมหาศาล
ปัจจุบัน กนอ. มีนิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุม 46 นิคมฯ ทั่วประเทศ กระจายอยู่ใน 14 จังหวัด ประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ. ดำเนินการเอง จำนวน 11 นิคม และนิคมอุตสาหกรรมที่ร่วมดำเนินงานกับผู้พัฒนา จำนวน 35 นิคม โดยในนั้นมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กว่า 4,000 โรงงาน มีพนักงานรวมกว่า 500,000 คน และมูลค่าอุตสาหกรรมรวมกว่า 2.7 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม กนอ. มีหน้าที่รับผิดชอบในการพัฒนาและจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมโดยจัดพื้นที่สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมอย่างมีระบบ ตลอดจนหน้าที่ในการกระจายการพัฒนาและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมออกสู่ภูมิภาคทั่วประเทศเพื่อสร้างความเจริญเติบโตในภาค อุตสาหกรรมและบริการของประเทศ สู่การเป็นนำประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงหน้าที่ในการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ ภาคการเกษตร ภาคท่องเที่ยวและบริการ ฯลฯ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกและความต้องการภายในประเทศนายวิฑูรย์ กล่าวสรุป







