
เม.ย.เลือดทุบค้าปลีก ฟื้นยาก-มุ่งบริหารต้นทุน
สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นอีกครั้งซ้ำรอยเดือน เม.ย.เลือดในปี 2552 และครั้งนี้รุนแรงจนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เป็นความเสียหายที่ไม่สามารถเรียกคืนได้
สำหรับธุรกิจค้าปลีกเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความมั่นใจของผู้บริโภค เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภค อารมณ์จับจ่ายลดลงตามไปด้วย และครั้งนี้ขยายวงกว้างกว่า 4 ศูนย์การค้าใหญ่ในย่านธุรกิจบริเวณราชประสงค์
นายดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกราย ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการในย่านราชประสงค์เท่านั้น
เพราะจากเดิมประมาณการว่าในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว คาดว่าธุรกิจค้าปลีกจะมียอดขายราว 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 35% เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบความ มั่นใจของผู้บริโภคเช่นนี้ เชื่อว่ายอดจะลดลง แต่ลดลงแค่ไหนนั้นขณะนี้ยังประเมินยาก
ทั้งนี้ ต้องรอดูสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะคลี่คลายไปอย่างไร และทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับมาเร็วแค่ไหน ซึ่งในช่วงนี้ผู้ประกอบการต้องปรับแผนอยู่ตลอดเวลาตามภาวการณ์ของตลาดและอารมณ์ซื้อของผู้บริโภค
“
สิ่งที่ทำได้คือเน้นจัดแคมเปญเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองต้องซื้อของใช้จำเป็นสำหรับบุตรหลาน ซึ่งผู้ประกอบการต้องพยายามตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด” นายดามพ์ กล่าวอย่างไรก็ตาม เชื่อว่าธุรกิจค้าปลีกน่าจะยังมีอัตราการเติบโตขึ้นในปีนี้ แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ที่มีผลต่อธุรกิจค้าปลีกโดยตรง แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาช่วยเกื้อหนุน เช่น การขยายตัวของชุมชน การว่างงานที่ลดลง รวมถึงการขยายตัวของภาคการผลิต ขึ้นอยู่กับว่าจะเรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคกลับมาได้เร็วแค่ไหน
ด้านนายปรีชา เชาว์โชติช่วง นายกสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้กับทั้งประเทศ องค์กร ธุรกิจ และผู้คน ยากที่จะเรียกคืนมาได้ง่ายๆ ในแง่ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่แข่งขันสูงมาก ที่ผ่านมาทุกกลยุทธ์ถูกนำมาใช้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นลด แลก แจก แถม สร้างบรรยากาศทุกอย่างเท่าที่จะทำได้
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้จึงควรหันกลับมาดูตัวเองเป็นหลัก และวางแผนบริหารจัดการซัพพลายเชนอย่างระมัดระวัง เพราะขณะนี้ยอดขายที่คาดว่าจะขายได้หายไปกลายเป็นต้นทุน และต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องการวางแผนส่งสินค้า บริหารสต๊อกให้ดีเพื่อรับกับกำลังซื้อที่คาดว่าจะหายไป
“
ช่วงนี้กระตุ้นดีมานด์ลำบาก โปรโมชันทำอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ยามนี้โปรโมตไปอาจจะไม่ได้ จึงควรหันมาบริหารซัพพลายเชน ต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ” นายปรีชา กล่าวถึงวันนี้ นายธนภณ ตังคณานันท์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ได้ประเมินความเสียหายเฉพาะที่เกิดจากการปิดย่านราชประสงค์ประมาณวันละ 1,000 ล้านบาท รวม 9 วัน 9,000 ล้านบาท และหากยังยืดเยื้อต่อไปความเสียหายก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จากที่เคยประมาณการว่าธุรกิจค้าปลีกมูลค่าราว 1.7 ล้านล้านบาทในประเทศไทย จะขยายตัว 67% ในปีนี้ ตอนนี้คาดเดายาก
ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมในช่วงแรก ทำให้ยอดขายในธุรกิจค้าปลีกไตรมาสแรกหายไปแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะมียอดขายราว 2 แสนล้านบาท ถึงตอนนี้คาดเดายากแล้วว่าธุรกิจจะเติบโตได้มากน้อยเพียงใด แต่การหันกลับมามองตัวเองและระมัดระวังมากยิ่งขึ้น จะทำให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้
ดังนั้น ภาพของธุรกิจค้าปลีกหลังจากฝุ่นการเมืองหายตลบ จะทำให้ครึ่งปีหลังของปีนี้กลับมาแข่งขันกันดุเดือดไม่แพ้อุณหภูมิการเมืองทีเดียว แต่สิ่งสำคัญที่จะวัดผลความแข็งแกร่งไม่ใช่อยู่ที่ยอดขายเท่านั้น แต่จะขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถลดต้นทุนและบริหารจัดการได้ดีกว่ากัน อันจะเป็นตัวชี้วัดความอยู่รอดในระยะยาวการเกิดเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มนปช. จนนำไปสู่ความวุ่นวายและมีผู้เสียชีวิต สิ่งหนึ่งที่ตามมาคือ การพยายามพลิกฟื้นซากธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ที่ต้องยอมรับว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกระทบไปในทุกธุรกิจ
ค้าปลีกเป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มศูนย์การค้าย่านราชประสงค์ ที่มีศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และช้อปปิ้งมอลล์หลายแห่งเปิดให้บริการในย่านนี้ เพราะเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่สำคัญของกรุงเทพจากทำเลใจกลางเมือง แต่ต้องปิดตัวไปตลอดระยะเวลาชุมนุมในย่านราชประสงค์
ในทางกลับกัน ค้าปลีกที่เปิดบริการในบริเวณรอบนอก หรือในพื้นที่ที่ไม่มีการชุมนุม กลับมียอดขายเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ซึ่งเป็นฤดูการขายสำคัญ และมีผู้บริโภคที่หลีกเลี่ยงจากความวุ่นวายเข้าไปช้อปปิ้งแทนการเข้ามากลางเมือง
ทั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนจากศูนย์การค้าในแถบชานเมือง เช่น ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% จากปกติมีลูกค้ามาใช้บริการวันธรรมดา 1.4 แสนคนต่อวัน เพิ่มเป็นกว่า 1.6 แสนคนต่อวัน ส่วนวันหยุดลูกค้าจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% รวมไปถึงเดอะมอลล์ สาขาต่างๆ อาทิ งามวงค์วาน บางแค บางกะปิ ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 10% เช่นกัน
จนถึงปัจจุบัน ศูนย์การค้าได้รับความเสียหายแล้วมากกว่า 7,000 ล้านบาทโดยเดือน เม.ย.นี้ เข้าสู่ช่วงปิดเทอมใหญ่ที่มีนักเรียนเข้ามาใช้บริการมาก อีกทั้งอากาศร้อน คนจะหันมาเดินซื้อสินค้าในศูนย์การค้ามากกว่าปกติ เพื่อหลบร้อน แถมเข้าสู่ช่วงสงกรานต์ที่จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางมาในไทยเพื่อเล่นน้ำสงกรานต์คับคั่ง จึงน่าเสียดายมากที่ต้องสูญเสียโอกาสสร้างรายได้ช่วงเวลานี้ในพริบตา ซึ่งความเสียหายนี้ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเยียวยาบาดแผลนานเท่าใด จึงชดเชยความเสียหายทางธุรกิจ ดึงความเชื่อมั่นคนไทยและต่างชาติกลับมาได้
นายธนภณ ตังคณานันท์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า นอกจากผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกย่านราชประสงค์ ที่คาดว่าจะสให้ความเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากการชุมนุมปิดแยกราชประสงค์ครั้งนี้ว่า ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อภาคธุรกิจค้าปลีกในย่านนี้ ที่มีทั้งศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของประเทศ โรงแรม และร้านค้าปลีกมากมาย มูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านบาทต่อวันเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเนื่องไปยังคนทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และภาคค้าปลีก ทั้งการผลิตสินค้าต่าง ๆ ซึ่งมีมากกว่า1 ล้านคนด้วย โดยกลุ่มคนเหล่านี้ 6070%อยู่ในต่างจังหวัดแทบทั้งสิ้น นับเป็นการชุมนุมที่สร้างความเดือดร้อนแก่คนทำมาหากินมาก และยังกระทบกับการดำเนินชีวิตของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องกังวลกับสถานการณ์ติดตามข่าวสารตลอดเวลาด้วย
“
แยกราชประสงค์ เป็นเส้นเลือดหลักของการทำธุรกิจและการค้าขาย จึงไม่อยากให้การชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน เพราะแค่ธุรกิจในพื้นที่ต้องปิดบริการ 1 วันก็แย่แล้ว เหมือนขาดอากาศหายใจ ต้องรีบปั๊มหัวใจ หากขาดนานหัวใจก็คงอยู่ไม่ได้ จึงอยากวิงวอนให้ทุกฝ่ายหาแนวทางยุติเรื่องนี้เร็วที่สุด อยากให้คนที่ทำอะไร คิดถึงส่วนรวมบ้าง"
นายธนภณ ตังคณานันท์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดจากความวุ่นวายทางการเมือง ส่งผลให้คาดการณ์ว่าภาพรวมอัตราการเติบโตของธุรกิจค้าปลีก ในช่วงไตรมาสที่ 1 อาจมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 45% ลดลงจากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่าจะเติบโตอยู่ที่ 67% คิดเป็นมูลค่ารายได้ที่หายไปอยู่ที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท จากเป้าหมายรวมธุรกิจค้าปลีกในช่วงไตรมาสแรก ที่คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 200,000 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในช่วงไตรมาส 2 นี้ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ เช่นเดียวกับภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในปีนี้ว่า จะมีอัตราการเติบโตเท่าใดจากปีก่อน ที่มีมูลค่าของรายได้ของภาคธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ที่มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท







