
คลุกวงในธุรกิจสุขภาพ"คน"สำคัญกว่า"เงิน"
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
กล่าวได้ว่าธุรกิจสุขภาพและความงาม หรือ “เฮลท์ แอนด์ บิวตี้” เป็นทั้งจุดแข็งและจุดขายของไทยมานานแล้ว ตั้งแต่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ยังไม่ทันบูม
เพื่อเป็นต้นแบบแก่ผู้ร่วมธุรกิจ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมมนา “Sustainable Marketing Towards AEC : เจาะลึกธุรกิจ Health & Beauty” โดยเชิญผู้ประกอบการประสบการณ์สูงมาเป็นวิทยากรแบ่งปันข้อมูลและแนวคิด
ปราโมทย์ นิลเปรม รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดประเด็นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการลงทุนธุรกิจในต่างประเทศ ไม่ใช่ “เงิน” แต่เป็น“คน” โดยเฉพาะอาชีพเกี่ยวกับการแพทย์ สำหรับโรงพยาบาลกรุงเทพเองมีเงินทุนพอสมควรอยู่แล้วสิ่งที่ต้องการจึงเป็นคนที่มีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ ต่อโรงพยาบาล คนโปร่งใส มีคุณธรรม มีคุณภาพ
ขณะเดียวกันความเข้มแข็งของแบรนด์ในประเทศก็เป็นปัจจัยสำคัญในการก้าวออกไป เขายกตัวอย่างว่า หากมีประวัติการผ่าตัดคน 100 คน แต่ทำคนเสียชีวิตราว 90 คน จะออกไปลงทุนก็คงไม่มีใครกล้าเข้าไปรักษา ชื่อเสียงและคุณภาพของแบรนด์ในประเทศจะกลายเป็นภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือในระดับสากล
ชื่อแบรนด์ก็เป็นเรื่องสำคัญ เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ เมื่อไปตั้งสาขาที่พนมเปญในกัมพูชา จะใช้ชื่อเดิมคงไม่ได้ จึงใช้แบรนด์โรงพยาบาลโรยัลแทน
ต่อมาคือการวิเคราะห์โอกาส ทั้งการรับมือในประเทศและออกไปลงทุนต่างประเทศ เขาเล่าว่าโอกาสของโรงพยาบาลกรุงเทพ คือการเข้าหาคนศาสนาเดียวกัน เพราะเข้าใจกันง่ายกว่า มีระบบระเบียบและวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ เรื่องกฎหมายของประเทศนั้นๆ ก็สำคัญ เช่น คนอินโดนีเซียไม่ค่อยบินมารักษาพยาบาลที่ไทย เพราะติดปัญหาเรื่องการเบิกค่ารักษาพยาบาล จึงบินไปรักษาที่สิงคโปร์เพราะเบิกจ่ายค่าประกันสุขภาพได้
ที่สำคัญ หากจะลงทุนในต่างประเทศอย่างยั่งยืนไม่ควรทำธุรกิจที่ฉาบฉวย เช่น ธุรกิจศัลยกรรมหรือคอสเมติกส์ เพราะไม่ใช่เรื่องจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคนในภูมิภาคนี้ และเป็นกระแสที่มาเร็วไปเร็วเหมือนคลื่น หากจับกระแสไม่ดีย่อมหนีไม่พ้นการ “เจ๊ง”
“สำหรับผู้ประกอบการ การจะก้าวสู่เออีซีอย่างยั่งยืนได้ต้องทำ 3 ข้อ 1.หาจุดแข็ง ต้องรู้ก่อนว่าตัวเองมีข้อดีอะไร เก่งด้านใดเป็นพิเศษ เพื่อจะได้ชูด้านนั้นขึ้นมา 2.อุดจุดอ่อน จัดการปมที่อาจสร้างปัญหาในอนาคต และ 3.ความเร็ว หรือสปีด เมื่อหาจุดแข็งและอุดจุดอ่อนเรียบร้อยแล้วต้องอย่าช้า ต้องก้าวไปข้างหน้า เพื่อไม่ให้โอกาสหลุดลอยไป”
ด้าน สมศักดิ์ ชลาชล ประธานกรรมการ บริษัท ชลาชล บอกว่า ตนไม่ได้สนใจเออีซีมาตั้งแต่ต้น และค่อนข้างกลัวการไปลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากกลัวเกิดปัญหา “สมองไหล”
“บริษัทไหนก็ตามที่ส่งคนไปทำงานต่างประเทศ มักจะประสบปัญหาหนึ่งเสมอ คือคนของเราไปมีครอบครัวที่โน่น สุดท้ายเขาก็อาจจะย้ายงาน ไปอยู่กับครอบครัว ไม่กลับมาไทยอีก”
เขาย้ำอีกว่า ทุนมนุษย์ ไม่เหมือนสินค้า ถ้าสินค้าหมด สินค้าหาย เครื่องจักรก็ “ปั๊ม” ให้ใหม่ได้ ใช้เวลาไม่นาน แต่การจะ “ปั้น” คนขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ มีทักษะฝีมือ มีจิตใจรักการบริการ ล้วนต้องใช้เวลา
ด้วยเหตุนี้จึงนำโมเดลใหม่เข้ามาใช้กับธุรกิจ คือการเปิด “ชลาชล อะคาเดมี่” เป็นสถาบันสอนความรู้การทำผมให้ทั้งชาวไทยและคนจากประเทศเพื่อนบ้าน
สมศักดิ์ เล่าอีกว่า ธุรกิจของเขาในอาเซียนจึงไม่ใช่การไปเปิดร้านทำผมในต่างประเทศ แต่เป็นการขาย “โนว์ฮาว” เปิดให้ต่างชาติสามารถเป็น Exclusive Distributors ได้ ต่อเมื่อชาวต่างชาติเข้ามาเรียนรู้วิธีการทำผมจนจบหลักสูตรที่ไทยก่อน จากนั้นจึงจะมีสัญญาอีกใบ เพื่อยินยอมให้ชาวต่างชาติคนนั้นอ้างชื่อถึงชลาชล
อย่างไรก็ตาม เขายังเป็นห่วงเรื่องมาตรฐานฝีมือของช่างทำผมในอาเซียน เพราะเป็นอาชีพที่เกือบทั่วทั้งเอเชียยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มีเพียงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เท่านั้นที่มีแล้ว







