posttoday
ซิตี้กรุ๊ปชี้เป้า1,544จุด

ซิตี้กรุ๊ปชี้เป้า1,544จุด

08 พฤษภาคม 2556

ระยะสั้นการเมืองฉุดโครงการรัฐเสี่ยงเพิ่มเป้ากำไรท่องเที่ยวอสังหาฯปิโตร

ระยะสั้นการเมืองฉุดโครงการรัฐเสี่ยงเพิ่มเป้ากำไรท่องเที่ยวอสังหาฯปิโตร

ซิตี้กรุ๊ป ให้ดัชนีปีนี้แค่ 1,544 จุด หวั่นการเมืองทำโครงการรัฐล่าช้า

ซิตี้กรุ๊ปออกบทวิเคราะห์วันที่ 6 พ.ค. เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยว่า ความเสี่ยงในระยะสั้นเพิ่มขึ้น แต่ระยะยาวยังเติบโต โดยยังคงดัชนีเป้าหมายปีนี้ 1,544 จุด สัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ปี 2557 ที่ 12.6 เท่า

ขณะที่วงจรการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงตามการลดลงของดัชนีการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน และดัชนีการลงทุนเอกชน การเมืองมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นที่จะส่งผลให้การลงทุนภาครัฐล่าช้า และปริมาณเงินในระบบมีน้อย

สำหรับความไม่ชัดเจนของนโยบายการเงินและการคลังส่งผลลบต่อการส่งออก ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้มีการนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น และคนไทยออกไปท่องเที่ยวที่ญี่ปุ่น เช่นเดียวกับเงินลงทุนโดยตรงจากญี่ปุ่นยังแข็งแกร่ง

ดังนั้น จึงปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น และลดประมาณการกำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์และค้าปลีกลง อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างชาติยังถือครองหุ้นธนาคาร สื่อสาร สื่อ และอาหารในสัดส่วนสูง และถือหุ้นขนส่ง ค้าปลีก โรงไฟฟ้า การแพทย์ และอสังหาริมทรัพย์ในสัดส่วนที่น้อย

ซิตี้กรุ๊ปแนะนำให้เน้นลงทุนหุ้นที่ราคาปรับตัวขึ้นยังไม่มากและให้อัตราผลตอบแทนสูง และแนะนำให้ขายหุ้นบริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน (ROBINS) และบริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO)

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้กรอบของดัชนีหุ้นในปี 2556 เมื่อพิจารณาจากค่า พี/อี กลาง พบว่าจะได้กรอบบน 1,655 จุด และกรอบล่าง 1,223 จุด

ดัชนีเป้าหมายที่ประเมินด้วยวิธีหุ้นรายตัว เท่ากับ 1,688 จุด ซึ่งเทียบเท่ากับ พี/อี ปี 2556 ที่ 14.6 เท่า

กลยุทธ์การลงทุนสำหรับเดือน พ.ค. ในช่วงครึ่งเดือนแรกจะมีรายงานผลประกอบการงวดไตรมาสแรกปี 2556 ของบริษัทจดทะเบียนทยอยออกมา ซึ่งคาดว่ากลุ่มที่อิงกับความต้องการในประเทศจะมีกำไรสุทธิเติบโตแข็งแกร่ง รวมทั้งกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีจะมีอานิสงส์ทางบวกจากค่าเงินบาทแข็ง ทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมาก แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ การขายเมื่อความจริงปรากฏ เมื่อผลประกอบการเป็นไปตามคาดหรือแย่กว่าคาด

อย่างไรก็ดี ถ้าออกมาดีกว่าคาดและแนวโน้มแข็งแกร่งต่อ ก็จะมีการเข้าซื้อและทำให้ราคาหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้

ทั้งนี้ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ได้ให้น้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด” กับกลุ่มที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งตามแนวโน้มเศรษฐกิจ มีความมั่นคงในเรื่องการรับรู้รายได้ ความสามารถในการทำกำไรอยู่ในเกณฑ์ดี ฐานะการเงินแข็งแรง และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มสื่อสาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มขนส่ง

สำหรับหลักทรัพย์ที่แนะนำเดือน พ.ค. ได้แก่ บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) ส่วนหุ้นที่เป็นม้ามืด คือ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT)

ตลาดหุ้นไทยวันที่ 7 พ.ค. ดัชนีทะยานขึ้นไปปิดเกือบระดับสูงสุดของวันปิดที่ 1,601.15 จุด พุ่งแรง 22.20 จุด หรือ 1.41% มูลค่าการซื้อขาย 48,238.87 ล้านบาท แต่นักลงทุนต่างชาติขายออกมาอีก 1,194 ล้านบาท

นายเกียรติก้อง เดโช นักกลยุทธ์ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนียังน่าจะไปต่อได้หลังจากทะลุ 1,600 จุด เพราะผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยและต่างประเทศดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล