
Race to the Bottom แข่งกันอยู่ล่าง
ช่วงนี้มีข่าวใหญ่ๆ ระดับภูมิภาคและระดับโลกอยู่หลายข่าว โดยข่าวที่มีผลกระทบกับเรามากที่สุดคงเป็นผลการเลือกตั้งของประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างมาเลเซีย ซึ่งพรรครัฐบาลเดิมยังคงได้เสียงข้างมาก และได้นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค หัวหน้าพรรคอัมโน เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัยหนึ่ง แม้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ผลที่พรรครัฐบาล “ชนะน้อยสุด” เป็นประวัติการณ์ แต่ก็เป็นการลดความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้ง และสามารถสร้างเสถียรภาพเชิงนโยบายว่าประเทศคงเดินหน้าต่อไปตามแนวนโยบายหรือแผนเดิมที่วางไว้ก่อนหน้านี้
ช่วงนี้มีข่าวใหญ่ๆ ระดับภูมิภาคและระดับโลกอยู่หลายข่าว โดยข่าวที่มีผลกระทบกับเรามากที่สุดคงเป็นผลการเลือกตั้งของประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดอย่างมาเลเซีย ซึ่งพรรครัฐบาลเดิมยังคงได้เสียงข้างมาก และได้นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค หัวหน้าพรรคอัมโน เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัยหนึ่ง แม้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ผลที่พรรครัฐบาล “ชนะน้อยสุด” เป็นประวัติการณ์ แต่ก็เป็นการลดความไม่แน่นอนก่อนการเลือกตั้ง และสามารถสร้างเสถียรภาพเชิงนโยบายว่าประเทศคงเดินหน้าต่อไปตามแนวนโยบายหรือแผนเดิมที่วางไว้ก่อนหน้านี้
ซึ่งตลาดการเงินก็ตอบรับค่อนข้างดี โดยเงินริงกิตของมาเลเซียแข็งค่าขึ้นอย่างมากในช่วง 23 วันนี้ แซงหน้าเงินบาท ซึ่งทำให้“วิวาทะ” ระหว่างกระทรวงการคลังและแบงก์ชาติบ้านเราอ่อนลงไปบ้างในช่วงนี้ ยิ่งตลาดหุ้นในภูมิภาคก็เพิ่มสูงขึ้นกันทั่วหน้า ทำให้การเมืองมาเลเซียดูเหมือนจะช่วยทำให้บรรยากาศบ้านเรา “เย็น” ลงในภาวะอากาศร้อนเช่นนี้
ในตลาดการเงินสัปดาห์ก่อน ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB (European Central Bank) ก็ลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เหลือเพียง 0.5% อินเดียก็ลดดอกเบี้ยทั้งๆ ที่อัตราเงินเฟ้อก็ยังอยู่ในระดับสูง และล่าสุดธนาคารกลางออสเตรเลียก็ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.75% ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศออสเตรเลียได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย
การที่ประเทศต่างๆ เริ่มทนไม่ได้ต่อผลกระทบจากการแข็งค่าของค่าเงินสกุลตัวเอง ทำให้ต้องลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดช่องว่างของผลตอบแทนภายในและภายนอกประเทศ ดังนั้น จึงเป็นที่น่าคาดหมายว่าธนาคารแห่งประเทศไทยก็คงต้านแรงกดดันนี้ต่อไปไม่ได้ และคงต้องลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ในวันที่ 29 พ.ค.นี้
แต่จะเป็นการลดเพื่อ “หวังผล” หรือเพื่อ “รักษาหน้า” คงต้องวัดใจกัน เพราะถ้าดอกเบี้ยแค่ 255% คงไม่ค่อยได้ผลเท่าไร เพราะช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายหลังลดแล้วที่ 2.252.5% ก็ยังสูงอยู่มากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลก โดยเฉพาะในสามส่วนหลักที่เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจในปัจจุบันคือ ญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป ที่คงอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดๆ ที่ 05%
แม้ว่าการลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยอาจไม่สามารถทำให้สกุลเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างชัดเจน แต่ก็็คงไม่สามารถใช้ “ข้ออ้าง” ในการคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเป้าเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ทั้งนี้ เพราะอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย. 2556 ที่ประกาศโดยกระทรวงพาณิชย์ก็อยู่ที่ระดับ 2.4% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงค่อนข้างมี “ช่อง” ในการลดดอกเบี้ยลงไปมากพอสมควร
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างค่อนข้างแน่ใจว่ามาตรการลดดอกเบี้ย ตลอดจนมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน รวมทั้ง QE (Quantitative Easing) หรือก็คือการพิมพ์ธนบัตรของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอัดฉีดเข้าไปในระบบของตัวเอง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดปีนี้ โดยประเทศต่างๆ จะแข่งกันลดค่าเงินเพื่อหวังผลทางการค้า และกระแสเงินร้อนก็จะไหลอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่มีอัตราการเจริญเติบโต อย่างประเทศในแถบเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) อย่างเช่นประเทศในแถบอเมริกากลางและใต้ ส่งผลให้สกุลเงินของประเทศเหล่านี้แข็งค่าขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การแข่งกันอัดฉีดเงินและลดดอกเบี้ยเป็นรูปแบบเชิงกลยุทธ์ของสงครามค่าเงิน ที่แข่งกันเพื่อให้ค่าเงินของตัวเองอ่อนค่า เป็นการแข่งกันเพื่อไปอยู่ด้านล่าง (Race to the Bottom) เพียงแต่ผลที่เกิดขึ้นมักเป็นเกมที่มีผลรวมเป็นศูนย์ (Zero Sum Games) นั่นคือ เมื่อมีฝ่ายหนึ่งได้เปรียบก็ย่อมจะต้องมีอีกฝ่ายเสียเปรียบ ดังนั้นในการทำสงครามทางเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายในการเติบโต เมื่อมีฝ่ายหนึ่งมีขีดแข่งขันทางการค้าและอัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น ย่อมต้องทำลายขีดแข่งขันและการเติบโตของอีกฝ่าย
ดังนั้น การแข่งกันไปอยู่ด้านล่างอาจเป็นการ “แย่งกันลงนรก” ถ้าไม่รู้จักรับมือให้ดี







