
ของเล่นย้ายผลิตเวียดนาม
หนีปัญหาต้นทุนค่าแรง300เงินบาทแข็งจี้รัฐแก้เกณฑ์เอื้อบุกตลาดอาเซียน
หนีปัญหาต้นทุนค่าแรง300เงินบาทแข็งจี้รัฐแก้เกณฑ์เอื้อบุกตลาดอาเซียน
เอสเอ็มอีโยกฐานผลิตไปเวียดนาม หนีต้นทุนค่าแรงสูง ค่าเงินบาทแข็ง
น.ส.แคทลียา พิรุณเกียรติ ผู้จัดการฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด บริษัท วันเดอร์เวิร์ล โปรดัคส์ ผู้ผลิตของเล่นไม้จากยางพารา ภายใต้แบรนด์ “วันเดอร์เวิร์ล” เปิดเผยว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก ส่งผลทำให้รายได้จากการส่งออกชะลอตัวลง จึงต้องปรับแผนธุรกิจใหม่ด้วยการย้ายฐานผลิตสินค้าไปประเทศเวียดนาม ว่าจ้างให้ผู้ผลิตในเวียดนามผลิตสินค้าให้ เพราะมีต้นทุนค่าแรงถูกกว่าไทย 50% และซื้อขายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐทั้งหมด
ในเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 10%
ทั้งนี้ บริษัทให้เวียดนามผลิตสินค้าให้ในสัดส่วน 30-40% จากปีที่ผ่านมาผลิตในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก และใช้ฐานผลิตส่วนใหญ่ในไทย คาดว่าในอนาคตสัดส่วนการผลิตในเวียดนามจะอยู่ที่ 50% และไทยในสัดส่วน 50% เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต และสอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ที่ตลาดจะมีขนาดใหญ่มากขึ้น
สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาก บริษัทไม่สามารถปรับราคาขายสินค้าให้สูงขึ้นได้ เพราะเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และของเล่นเด็กไม่ใช่สินค้าจำเป็น จึงต้องวางราคาขายในระดับเท่าเดิมแม้จะมีกำไรลดลง
น.ส.แคทลียา กล่าวว่า ต้องการให้ภาครัฐดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วหรือให้ผันผวนเร็วเกินไป เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถปรับแผนธุรกิจได้ทัน รวมทั้งต้องมีกฎที่เอื้ออำนวยให้เอสเอ็มอีไปลงทุนในต่างประเทศได้เร็วขึ้น เพราะปัจจุบันการลงทุนในต่างประเทศของเอสเอ็มอีมีขั้นตอนและกฎระเบียบซ้ำซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูงมาก หากภาครัฐสามารถปรับเกณฑ์ได้ใหม่จะช่วยให้เอสเอ็มอีขยายการลงทุนในอาเซียนได้มากขึ้น
“เอสเอ็มอีเข้าใจว่าค่าเงินบาทต้องแข็งค่าขึ้น แต่สิ่งที่เอสเอ็มอีอยากได้จากภาครัฐคือ ดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนเร็วเกินไป ในขณะนี้เวลา 3 เดือนค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นแล้ว 10% เอสเอ็มอีไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และขึ้นราคาขายไม่ได้ เพราะต้องกำหนดราคาขายล่วงหน้าเป็นปี” น.ส.แคทลียา กล่าว
ขณะที่รายได้รวมของบริษัทในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะเติบโต 25-30% โดยอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปีก่อน ซึ่งยอดขายหลักมาจากการส่งออกในสัดส่วน 90% และตลาดในประเทศ 10% ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป และเอเชีย โดยตลาดสหรัฐ การส่งออกเริ่มขยายตัวดีขึ้นตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ส่วนตลาดยุโรป ยอดส่งออกบางประเทศเริ่มฟื้นตัวบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม ต้องการแนะนำให้เอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ต้องมุ่งสร้างแบรนด์ให้มีนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพิ่มมูลค่าให้แก่แบรนด์มากที่สุด และทำประกันความเสี่ยงค่าเงินบาทไว้ล่วงหน้า รวมทั้งขยายการลงทุนใหม่ไปในตลาดอาเซียน







