posttoday
Yield Curve ปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น

Yield Curve ปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้น

07 พฤษภาคม 2556

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (29 เม.ย.-3 พ.ค. 2556) มีปริมาณการซื้อขายรวม 632,078 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 158,020 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 74% ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 73% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 463,136 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน)

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (29 เม.ย.-3 พ.ค. 2556) มีปริมาณการซื้อขายรวม 632,078 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 158,020 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้านี้ประมาณ 74% ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 73% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 463,136 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน)

พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 149,123 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 10,115 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาลรุ่นที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 4.1 ปี) LB155A (อายุ 2.1 ปี) และ LB21DA (อายุ 8.6 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 33,255 ล้านบาท 27,583 ล้านบาท และ 15,524 ล้านบาท ตามลำดับ

พันธบัตรที่ออกโดย ธปท.รุ่นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น CB13521A (อายุ 14 วัน) CB13530C (อายุ 28 วัน) และ CB14410A (อายุ 1 ปี) มูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 54,891 ล้านบาท 27,557 ล้านบาท และ 25,777 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม รุ่น PTTEP135A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 2,036 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT128A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 1,017 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท น้ำตาลขอนแก่น รุ่น KSL139A (A) มูลค่าการซื้อขาย 604 ล้านบาท

เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve) ปรับตัวลดลงตลอดทั้งเส้นในช่วงประมาณ 2 ถึง 11 Basis Point (100 Basis Point มีค่าเท่ากับ 1%)

ตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเคลื่อนไหวตามกระแสข่าวเกี่ยวกับการออกมาตรการเพื่อควบคุมการไหลเข้าของกระแสเงินลงทุนต่างชาติ และแนวทางแก้ไขปัญหาเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ตลาดมีมุมมองเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มหนึ่งมองว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ยนโยบาย (RP 1 Day) ลงตามแรงกดดันของฝ่ายการเมือง และตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง

ส่งผลให้เกิดแรงซื้อเข้ามาในตราสารหนี้ทุกช่วงอายุและมีผลทำให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ปรับตัวลดลง (ราคาตราสารหนี้เพิ่มสูงขึ้น)

อีกกลุ่มหนึ่งมองว่าการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอาจไม่ใช่แนวทางที่จะสามารถชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินลงทุนได้ ในทางกลับกันอาจเป็นการช่วยเร่งภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ให้ขยายตัวเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยท่าทีของ ธปท.ที่ได้รับการกดดันจากหลายฝ่าย ทำให้มีการนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษขึ้นในวันอังคารที่ 30 เม.ย. 2556 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยลง

ในช่วง 12 สัปดาห์ข้างหน้า ประเด็นการออกมาตรการเพื่อดูแลเสถียร ภาพของอัตราแลกเปลี่ยนจะยังคงเป็นปัจจัยหลักที่จะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ในสัปดาห์นี้นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตราสารหนี้รวม 22,504 ล้านบาท หากพิจารณาเฉพาะการซื้อขายในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี) เป็นการซื้อสุทธิเพียง 581 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่อีกกว่า 21,923 ล้านบาท เป็นการซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มหันมาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนกลุ่มนี้เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเป็นหลัก โดยกระแสข่าวเกี่ยวกับการออกมาตรการควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุน มีผลทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มปรับกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งเป็นที่น่าสนใจติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าการดำเนินมาตรการใดๆ ก็ตาม จะมีผลอย่างไรต่อนักลงทุนกลุ่มนี้ และจะส่งผลอย่างไรต่อตลาดตราสารหนี้โดยรวมหรือไม่

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ