![T6idb0luwmpgdkt9bf]^d8hkm6dlok, T6idb0luwmpgdkt9bf]^d8hkm6dlok,](https://image.posttoday.com/default.jpg?x-image-process=style/lg)
T6idb0luwmpgdkt9bf]^d8hkm6dlok,
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
การออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากเพื่อขยายตลาด กระจายความเสี่ยง พร้อมใช้วัตถุดิบในต่างประเทศแล้ว อีกเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ ก็คือ ลูกค้า
เพชรรัตน์ เอกแสงกุล กรรมการผู้จัดการ อีซึ่น เพ้นท์ ผู้ผลิตสีพ่นรถจักรยานยนต์ และสีที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ ที่เข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย เล่าว่า บริษัทเป็นผู้รับจ้างผลิตสีให้ลูกค้าในอาเซียน เมื่อลูกค้าไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทก็ต้องไปตั้งโรงงานในประเทศนั้นๆ ด้วย เพื่อผลิตสินค้าป้อนลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว การตั้งโรงงานในต่างประเทศถือเป็นการกระจายความเสี่ยงอีกทางหนึ่ง หากตลาดในประเทศประสบปัญหา ก็ยังมีตลาดต่างแดนรองรับอยู่
ประเทศแรกที่ อีซึ่น เพ้นท์ ออกไปตั้งโรงงานเมื่อ 2-3 ปีก่อน คือ เวียดนาม เนื่องจากลูกค้าผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ขยายฐานการผลิตไปที่นั่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทคืออุตสาหกรรมจักรยานยนต์ในประเทศเวียดนาม
การบุกตลาดเพื่อนบ้านครั้งแรก บริษัทต้องใช้เวลาเตรียมตัวค่อนข้างนานในการศึกษาข้อมูล กฎหมาย และเตรียมความพร้อมบุคลากรของไทยที่ต้องไปทำงานต่างแดน รวมทั้งต้องคำนวณต้นทุน ความคุ้มทุนด้านการเงินต่างๆ ให้พร้อมที่สุด ก่อนขยายธุรกิจ
ผู้ประกอบการหลายคนมองเวียดนามเป็นประเทศที่มีค่าแรงถูก แต่ความจริง ต้นทุนค่าแรงในเวียดนามสูงกว่าเมืองไทย เพราะกฎหมายแรงงานเอื้อประโยชน์ให้กับแรงงานท้องถิ่นค่อนข้างมาก บริษัทต่างชาติที่เข้าไปลงทุนต้องมีสวัสดิการแรงงานให้แก่พนักงาน หากรวมเป็นต้นทุนแล้วถือเป็นจำนวนไม่น้อย เช่น ต้องมีค่าเดินทางให้พนักงาน มีอาหารบริการให้พนักงาน เป็นต้น ดังนั้นการเข้าไปลงทุนในเวียดนาม อย่าดูแต่ค่าแรงเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน กฎหมายก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ไปทำธุรกิจในเวียดนาม เปลี่ยนไปแล้วประมาณ 67 ครั้ง ผู้ประกอบการต้องทำการบ้านติดตามข้อมูลตลอดเวลา นอกจากนี้ เวียดนามมีวิธีการลงบัญชีและเงื่อนเวลาการปิดบัญชีที่ต่างกับไทย จึงต้องบริหารให้ดี และปรับตัวให้เข้ากับกลไกท้องถิ่น
ส่วนในอินโดนีเซีย บริษัทจะสร้างโรงงานเสร็จภายในปีนี้ เป็นการผลิตสีพ่นรถจักรยานยนต์เช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาอินโดนีเซียเป็นประเทศคู่ค้ากันอยู่แล้ว ต้องนำเข้าสีจากเมืองไทย จึงตัดสินใจไปตั้งโรงงานผลิตสี เพื่อลูกค้าไม่จำเป็นต้องนำเข้า ตลาดอินโดนีเซียมีลูกค้าอยู่แล้ว จึงทำตลาดได้ไม่ยาก
ปัญหาการลงทุนในอินโดนีเซียต่างจากเวียดนาม เช่น บริษัทต่างชาติต้องจ้างพนักงานท้องถิ่นในตำแหน่งผู้จัดการ หรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล และด้วยความเป็นประเทศมุสลิม บริษัทต้องจัดเตรียมสถานที่ทำละหมาด พร้อมกับปรับเวลาการทำงานให้เหมาะสมกับชาวมุสลิม เช่น ในช่วงถือศีลอดด้วย
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของการไปลงทุนในต่างประเทศ คือ กฎหมายสิ่งแวดล้อม ที่แต่ละประเทศจะแตกต่างกัน และมีแนวโน้มที่จะเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ เพราะปัจจุบันภาษีการนำเข้าเป็น 0% เรียบร้อยแล้ว ทำให้มาตรการกฎหมายอื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
“การลงทุนในแต่ละประเทศมีปัญหาแตกต่างกันออกไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเรียนรู้ และเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ของแต่ละประเทศ”
แน่นอนว่า หากผู้ประกอบการไทยไม่ไปลงทุนนอกประเทศ คนอื่นก็จะเข้ามาในประเทศไทย ทำให้มีโอกาสที่จะเสียเปรียบทางการค้าได้ ซึ่งในธุรกิจสีอุตสาหกรรมถือว่ายังมีคู่แข่งน้อย หากเทียบกับธุรกิจสีทาอาคาร แต่แนวโน้มการแข่งขันก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่ายิ่งเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การแข่งขันจะสูงขึ้นเป็นลำดับ ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวเสมอ







