posttoday
ปีทองของแรงงานไทย

ปีทองของแรงงานไทย

06 พฤษภาคม 2556

ปีนี้เป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 300 บาท เท่ากันทั้งประเทศ ซึ่งอันที่จริงแล้วค่าจ้างขั้นต่ำได้มีการปรับขึ้นในอัตราแบบก้าวกระโดดมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2555 คือมีการปรับอัตราค่าจ้างวันละ 300 บาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนในต่างจังหวัดมีการปรับร้อยละ 39.50 และในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ได้มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอีกร้อยละ 25-30 สำหรับจังหวัดที่ยังปรับไม่ครบ

ปีนี้เป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีค่าจ้างขั้นต่ำในอัตรา 300 บาท เท่ากันทั้งประเทศ ซึ่งอันที่จริงแล้วค่าจ้างขั้นต่ำได้มีการปรับขึ้นในอัตราแบบก้าวกระโดดมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2555 คือมีการปรับอัตราค่าจ้างวันละ 300 บาท ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่วนในต่างจังหวัดมีการปรับร้อยละ 39.50 และในวันที่ 1 ม.ค. 2556 ได้มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอีกร้อยละ 25-30 สำหรับจังหวัดที่ยังปรับไม่ครบ

ทั้งนี้ การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของไทยถือว่าสูงมาก และจัดว่าเป็นประเทศที่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงเป็นอันดับ 5 ของเอเชีย ขณะที่ประเทศมาเลเซียค่าจ้างต่ำกว่าไทยเล็กน้อย ส่วนอินโดนีเซียเฉลี่ยวันละ 120-126 บาท และฟิลิปปินส์เฉลี่ยวันละ 220-280 บาท ในขณะที่เวียดนามเฉลี่ย 150-180 บาท ส่วนกัมพูชาและพม่า เฉลี่ยวันละ 85100 บาท ส่วนประเทศจีนในเขตเมืองใหญ่ ค่าจ้างอยู่ที่ประมาณวันละ 250-290 บาท หากอยู่ในชนบทจะประมาณวันละ 179 บาท

ถือว่าผู้ใช้แรงงานได้รับตามนโยบายของรัฐบาลแบบก้าวกระโดด ก็คงทำให้มีเงินไปจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น ถึงแม้ว่าราคาสินค้า โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีการปรับราคา ประเภทข้าวแกงก๋วยเตี๋ยว มีการปรับราคาขึ้นไปค่อนข้างมาก จากเดิมเฉลี่ยจานละ 30-35 บาท ปรับราคาเป็น 40-45 บาท แต่ระดับราคาสินค้าโดยภาพรวมแล้วก็ไม่ได้สูงมาก เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 4 เดือน (ม.ค.–เม.ย.) ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ระดับร้อยละ 2.91 ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโดยรวมของโลก และของไทยยังไม่ดีนัก ทำให้จำนวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมยังเหลือมาก จากสภาวะการส่งออกที่หดตัว กดดันให้เกิดการแข่งขันในตลาดภายใน ซึ่งผู้ผลิตไม่กล้าที่จะปรับราคาสินค้า ดังนั้น หากผู้ใช้แรงงานไม่นำเงินไปซื้อสินค้าที่เกินฐานะตนเอง ก็คงมีรายได้สุทธิเหลือมากกว่าเดิม ถือเป็นปีทองของผู้ใช้แรงงาน

อย่างไรก็ตาม ผมค่อนข้างแปลกใจ จากข่าวของสื่อมวลชนที่ระบุว่า นักวิชาการระบุว่า ยังมีแรงงานไทยจำนวน 4 ล้านคน ถูกนายจ้างเอาเปรียบ โดยจ่ายค่าจ้างไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งก็ไม่ทราบว่าได้มูลมาจากที่ไหน แต่โดยข้อเท็จจริงการว่างงานของประเทศไทยถือว่าต่ำมาก โดยเดือน เม.ย.อยู่ที่ร้อยละ 0.625 ส่งผลให้ภาคธุรกิจ ภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรมมีการขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ขณะที่ภาคเกษตรกรรมก็ขาดแคลนแรงงานไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นผลจากดุลยภาพของความต้องการแรงงาน มากกว่าแรงงานซึ่งมีอยู่ในระบบ ผู้ใช้แรงงานจึงสามารถเลือกงานที่มีรายได้ดี และเลือกนายจ้าง อีกทั้ง ปัจจุบันผู้ใช้แรงงานมีความรู้ มีการใช้โทรศัพท์มือถือสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ทำให้สามารถเปลี่ยนงานบ่อยมากขึ้นเพื่อหารายได้ที่มากขึ้น

สิ่งที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งองค์กรที่เกี่ยวข้องกับแรงงานจะต้องดำเนินการ คือการยกระดับแรงงานของไทยไปสู่แรงงานที่มีศักยภาพ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้สูงขึ้นตามค่าแรงที่มีการปรับ

เพราะในเพราะในระยะสั้น อาจดูเหมือนว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้รับผลกระทบ แต่ในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งด้านการส่งออก ซึ่งสินค้าไทยคงมีราคาสูงขึ้น ขณะเดียวกันภายใต้การเข้าสู่ AEC สินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีราคาถูกและภาษีศูนย์ จะเข้ามาแย่งตลาดภายใน ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการในการเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งด้านแรงงานและการผลิต อุตสาหกรรมจำนวนมากคงต้องล้มหายตายจาก และแรงงาน 1415 ล้านคนในภาคอุตสาหกรรมบริการ และภาคเกษตรอีก 14 ล้านคน จะได้รับผลกระทบ ดังนั้น หากจะให้ยั่งยืนจะต้องเร่งยกระดับพัฒนาแรงงานไทยไปสู่แรงงานทักษะและแรงงานคุณภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมไทย ไปสู่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่อไปจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้....

ย้ายไปทำงานที่ไหน ขณะที่สินค้าเกษตรซึ่งยังขาดการพัฒนาไปสู่เกษตรแปรรูป ก็คงส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งแน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบไปสู่แรงงานใน

ปี 2556... ปีทองของผู้ใช้แรงงานไทยปีทองของแรงงานไทย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท