
บจ.ไม่นิยม EJIP
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง
แม้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเริ่มให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) กว่า 500 แห่ง มีโครงการสะสมหุ้นสำหรับพนักงาน (EJIP) เมื่อปี 2552 จนถึงปี 2555 แต่มีเพียง 19 โครงการใน 16 บริษัทเท่านั้นที่มีนโยบายดังกล่าว (บางบริษัทมีการต่อโครงการ) นับว่าน้อยมากแค่ 3% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด
“ธีระพล ลาชโรจน์” นักวิจัยอาวุโส ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ บจ. พบว่า บจ.ที่ทำโครงการ EJIP มีการกระจายตัวทั้งในบริษัทขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ที่สำคัญมีถึง 15 บริษัทและมีโครงการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
บริษัทเหล่านี้มีโครงการ EJIP เพื่อสร้างจิตสำนึกให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมในกิจการ ระยะเวลาการทําโครงการเฉลี่ยที่ 34 ปี สอดคล้องกับการทำแผนธุรกิจ
สมาชิกส่วนใหญ่มีอัตราการออมทั้ง EJIP และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแต่ละโครงการไม่เกิน 5% ของเงินเดือนพนักงาน ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ
สมาชิกส่วนใหญ่มีกำไรจากการลงทุนบริษัทโดยมีถึง 7 บริษัทที่มีกำไรมากกว่า 50% ของเงินลงทุนเริ่มต้น และมี 9 บริษัทที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่า 3%
ปัจจุบันมี บจ.ต่ออายุโครงการ EJIP แล้ว 8 บริษัท และพบว่าอัตราการเข้าร่วมโครงการจะเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินที่บริษัทสมทบให้พนักงานเพิ่มขึ้น ซึ่งมี บจ.ที่ไม่ต่อ 3 โครงการ เพราะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ บจ.สนใจในเครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนประเภทอื่น และราคาหุ้นปรับสูงขึ้นมามาก
จากผลสำรวจ EJIP มีข้อจำกัด คือ
ประการแรก ยังไม่เป็นที่รู้จักเพราะพนักงานไม่เข้าใจหลักลงทุนในหุ้นและขาดคนเข้าใจวิธีการทำโครงการ จึงเสนอว่าควรจัดสัมมนาหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้ที่มีความรู้
ประการที่สอง มีความเสี่ยงที่ข้อมูลการซื้อขายหุ้นและข้อมูลส่วนตัวของผู้บริหารอาจรั่วไหลจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่ดำเนินการให้
ทั้งนี้ บล.ควรสร้างความเชื่อมั่นแก่ บจ.มากขึ้นว่ามีระบบการบริหารความเสี่ยงเพื่อป้องกันการนำมาสร้างผลประโยชน์ส่วนตัว
ประการที่สาม ขาดเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานสำหรับดูแลสินทรัพย์เมื่อสมาชิกออกจากโครงการ และ บจ.เข้าใจเกณฑ์ พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการตัดสินใจทำ EJIP ไม่ชัดเจน
ดังนั้น จึงแนะนำให้ บจ.ที่ทำ EJIP ทำสัญญาแบบเอกเทศ ไม่เกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน และเกิดจากความสมัครใจระหว่างพนักงานกับ บจ.
“สุพจน์ ชิตเกษรพงศ์” เลขานุการบริษัทและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทกำลังต่อโครงการ EJIP หลังโครงการแรกจบไปแล้วซึ่งพบว่าค่าใช้จ่ายที่เสียไปจากการสมทบเงินให้พนักงานไป 3 ปี (1 ก.ค. 2552-30 มิ.ย. 2555) 150 ล้านบาท แต่บริษัทได้ประโยชน์กลับมามากกว่าที่เสียไป เพราะพนักงานสามารถทำงานเพิ่มประสิทธิภาพให้บริษัทมหาศาล แต่กว่าจะประสบความสำเร็จก็ต้องทำความเข้าใจกับพนักงานเรื่องราคาหุ้น
3 ปีที่ผ่านมาราคาหุ้นบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย ทำให้โครงการที่ 2 ขยายเวลาโครงการเป็น 5 ปี มีจำนวนพนักงานสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 8,000 คน เพิ่มขึ้นจากครั้งแรกที่มีเพียง 850 คน และขยายไปยังพนักงานระดับปฏิบัติการมากขึ้น
“สมชัย ไทยสงวนวรกุล” ประธานกรรมการบริหารและกรรมการ บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) กล่าวว่า บริษัทก็มีความตั้งใจจะต่อโครงการ 2 หลังโครงการแรกจะหมดในเดือน ก.ย. ที่จะถึงนี้ เพราะบริษัทมีพนักงานปฏิบัติการจำนวนมาก หากเขามีเรื่องเดือดร้อนก็ไม่มีแรงจูงใจทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
โครงการแรกมีพนักงานร่วมโครงการ 1,700 คน รูปแบบการสมทบ ระดับพนักงานผู้จัดการ บริษัทสมทบ 100% ของเงินต้น แต่ระดับผู้บริหารสมทบเพียง 75% ของเงินต้น
เรื่องนี้คงต้องต่อสู้ และทำความเข้าใจกันอีกยาวเพราะช่วงเวลาที่เปิดให้ทำโครงการ EJIP มานั้นเป็นจังหวะหุ้นขึ้น ยังมีบริษัทเข้าร่วมน้อย จนกระทั่งปัจจุบันราคาหุ้นขึ้นมามากแล้ว โอกาสที่จะจูงใจบริษัทเข้าร่วมยิ่งน้อยลงกว่าเดิม







