
4 ผู้ขับเคลื่อนเคแบงก์สู่ยุค "ไฮสปีด"
วันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย 4 คน ลงมาแถลงข่าวถึงทิศทางธนาคารในยุคไฮสปีด ถือเป็นการลงมาชี้แจงแบบพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร จาก 4 ภูมิ มาเป็นกรรมการผู้จัดการคู่กัน ระหว่าง เสี่ยต๊อกปรีดี ดาวฉาย กับ เสี่ยก้องธีรนันท์ ศรีหงส์ โดยขยับ เสี่ยอ๋อกฤษฎา ล่ำซำ กับ เสี่ยหนุ่มสมเกียรติ ศิริชาติไชย ขึ้นไปนั่งคร่อมดูแลเชิงกลยุทธ์ของธนาคารและเมืองไทยประกันชีวิต
วันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย 4 คน ลงมาแถลงข่าวถึงทิศทางธนาคารในยุคไฮสปีด ถือเป็นการลงมาชี้แจงแบบพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร จาก 4 ภูมิ มาเป็นกรรมการผู้จัดการคู่กัน ระหว่าง เสี่ยต๊อกปรีดี ดาวฉาย กับ เสี่ยก้องธีรนันท์ ศรีหงส์ โดยขยับ เสี่ยอ๋อกฤษฎา ล่ำซำ กับ เสี่ยหนุ่มสมเกียรติ ศิริชาติไชย ขึ้นไปนั่งคร่อมดูแลเชิงกลยุทธ์ของธนาคารและเมืองไทยประกันชีวิต
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการการันตีถึงทีมเวิร์กในการทำงานของค่ายเคแบงก์ว่ายังคงแน่นปึ้กเหมือนเดิม
งานเริ่มขึ้นจากการแท็กทีมของกฤษฎาและสมเกียรติ ที่ฉายภาพยุทธศาสตร์ที่เคแบงก์กับเมืองไทยประกันชีวิต กำลังจะก้าวเดินไปแบบผนึกกำลังเป็น One Financial Conglomerate
กฤษฎา กล่าวว่า ภายใน 2 ปีจากนี้ ลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิตและกสิกรไทยจะกลายเป็นคนคนเดียวกัน โดยคาดหวังจะเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากสิกรไทย 45% จะต้องถือกรมธรรม์ของเมืองไทยประกันชีวิต และลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิต 5060% ก็ต้องเป็นลูกค้ากสิกรไทย ซึ่งปัจจุบันลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตมีประมาณ 1.5 ล้านราย ขณะที่ลูกค้ากสิกรไทยมีประมาณ 10.9 ล้านราย และภายใน 5 ปีข้างหน้าตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าทั้งสองฝั่งเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 50%
การทำงานของทั้งสองบริษัทต้องไร้รอยต่อ คือ เชื่อมต่อการบริการตั้งแต่เริ่มการขาย ปิดการขาย และบริการหลังการขาย ไม่จบแค่ลูกค้ารับกรมธรรม์ ธนาคารรับค่าธรรมเนียม บริษัทประกันรับเบี้ยประกันภัย แต่จะเป็นการให้บริการสาขาของทั้งสองบริษัทที่จะสามารถแนะนำบริการทุกผลิตภัณฑ์ของกันและกัน
ขณะที่ สมเกียรติ เน้นย้ำให้เห็นถึงความพร้อมทุกด้านของธนาคารที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคไฮสปีด ไม่เฉพาะแต่หน้าบ้าน แต่ระบบหลังบ้านที่เป็นหัวใจสำคัญอย่างเทคโนโลยีและการบริหารความเสี่ยงก็พร้อมรับบริบทที่เปลี่ยนแปลง
จากนั้นจึงเป็นคิวของ ปรีดีและธีรนันท์ ที่สโคปแคบลงมาเจาะลึกถึงแผนการเติบโตของธนาคาร
ปรีดี กล่าวว่า ปีนี้ธนาคารตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อรวมไว้ที่ 9-11% บนสมมติฐานที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ในระดับ 4.8% แบ่งเป็นการเติบโตของธุรกิจเอสเอ็มอี 10-12% ธุรกิจรายใหญ่ 46% ธุรกิจรายย่อย 10-13% พร้อมมีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตที่ 13-15% ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิตั้งเป้าที่ระดับ 3.43.6% พร้อมควบคุมหนี้เสียไม่ให้เกิน 2.4% และบริหารต้นทุนการดำเนินงานให้อยู่ในระดับไม่เกิน 45%
“สินเชื่อในไตรมาสแรกขยายตัวไปแล้วราว 3% หลักๆ มาจากการขยายตัวของสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอี สินเชื่อการค้าอาจยังช้าอยู่บ้างจากผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน แต่เชื่อว่าทั้งปีจะยังเป็นไปตามเป้า” ปรีดี กล่าว
ด้านธีรนันท์ กล่าวเสริมว่า นอกจากการเติบโตในประเทศแล้ว ขณะนี้ธนาคารยังมีความพยายามจะเพิ่มสัดส่วนการทำรายได้จากสาขาต่างประเทศให้สูงขึ้น เนื่องจากปัจจุบันรายได้ที่มาจากสาขาต่างประเทศของธนาคาร รวมกันยังมีสัดส่วนต่ำกว่า 1% ของรายได้รวม โดยเป้าหมายที่ธนาคารมองว่าเป็นไปได้มากที่สุดคือ ประเทศจีน ซึ่งธนาคารมีแผนจะเข้าไปเปิดสาขาเพิ่มอีก 2 แห่งในเร็วๆ นี้ ก่อนจะยื่นเรื่องขอใบอนุญาตเพื่อยกระดับเป็นธนาคารท้องถิ่นจากธนาคารกลางจีน
“เราหวังไว้ว่าธุรกิจในจีนจะเข้ามาเป็นหนึ่งในแหล่งสร้างรายได้ใหม่ของธนาคาร เพราะปัจจุบันตลาดไทยเริ่มตื้อๆ แล้ว จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ซึ่งนอกจากจีน ประเทศที่มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารจะเข้าไปเปิดสาขาเพิ่มเติมคือ กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง แต่ขอรอให้ตลาดเปิดกว้างกว่านี้ก่อน” ธีรนันท์ กล่าว
น่าจับตาดูเป็นอย่างยิ่งว่า โมเดลการขับเคลื่อนธุรกิจโดยใช้เครื่องยนต์คู่ของซีอีโอมีกึ๋นอย่าง บัณฑูร ล่ำซำ จะนำพาแบงก์สีเขียวแห่งนี้ทะยานไปได้ไกลเพียงใด ในยุคที่คู่แข่งต่างขี่จรวดติดเทอร์โบด้วยกันทั้งสิ้น







