เลี้ยงหมูมีระบบ ค้นพบนวัตกรรม
หากพูดถึงการเลี้ยงหมู หลายคนคงคิดว่าเป็นการเลี้ยงที่แสนจะยุ่งยาก และมีปัญหาจุกจิกตามมาไม่ว่างเว้น
หากพูดถึงการเลี้ยงหมู หลายคนคงคิดว่าเป็นการเลี้ยงที่แสนจะยุ่งยาก และมีปัญหาจุกจิกตามมาไม่ว่างเว้น ปัจจุบันนี้วิวัฒนาการเปลี่ยนไปมาก ทางบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF ได้เล็งเห็นปัญหานี้ จึงเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรในรูปแบบระบบเกษตรแบบพันธสัญญา หรือ Contract Farming
ศราวุฒน์ คิวเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร เล่าว่า การทำธุรกิจนี้ คือ การแบ่งหน้าที่กันระหว่างเกษตรกรกับบริษัท ซึ่งบริษัทจะประกันรายได้ให้กับเกษตรกร และแบ่งหน้าที่กันชัดเจน
โดยทางบริษัทจะเป็นผู้ดูแลวิธีการเลี้ยง การตลาด ส่วนเกษตรกรเป็นผู้ลงมือทำเลี้ยง ดูสัตว์เลี้ยง ให้เจริญเติบโตได้ประสิทธิภาพตามที่บริษัทต้องการ ซึ่งวิธีการเช่นนี้ ทำให้เกษตรกรหลายรายประสบความสำเร็จ มีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืน อย่างเช่นที่ฟาร์มเลี้ยงหมูขุน “มาศผล” จ.ระยอง ที่ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้ให้กับครอบครัวสูงถึงปีละ 2 ล้านบาท
จากความสำเร็จในการเลี้ยงหมูขุน มาจากความมุ่งมั่นและตั้งใจของ บุญเลิศ มาศผล เจ้าของฟาร์ม ที่ลงมือเลี้ยงสุกรขุนในรูปแบบเกษตรพันธสัญญากับ CPF
บุญเลิศ เล่าให้ฟังว่า ก่อนจะมาลงเอยที่การเลี้ยงหมูขุน ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นพนักงานในโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก แต่ด้วยความรักและชื่นชอบในอาชีพทางการเกษตร จึงหันมาทำสวนทุเรียนนอกฤดู แต่ก็ลองผิดลองถูกมานาน และเปลี่ยนมาเลี้ยงไก่ระบบเปิด แต่ก็ไม่สำเร็จ ทั้งต้นทุน ราคาอาหาร การเลี้ยงดู และกลไกตลาด จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร แนะนำให้เลี้ยงหมูขุนโดยเริ่มจากการลงทุนสร้างโรงเรือนประมาณ 23 แสนบาท
การเกษตรแบบพันธสัญญามีข้อดี คือ บริษัทจะเป็นที่ปรึกษาให้ความรู้การวางแผน ตั้งแต่ทำเล ที่ตั้ง การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย สิ่งปฏิกูล ส่วนตัวเกษตรกรเองก็ต้องลงแรง กิจการเป็นไปด้วยดี ไม่มีทางตัน มีแต่ได้กับได้
ขณะที่ทาง CPF เข้ามาแนะนำการเลี้ยง ดูแลให้วัคซีนและตรวจสอบระบบมาตรฐานของโรงเรือน จนกระทั่งหมูโตเต็มที่ ได้น้ำหนักและปริมาณที่ทางบริษัทต้องการ ก็จะมารับซื้อที่ฟาร์ม
ปัจจุบันนี้มีหมูทั้งหมด 4 โรงเรือน โรงเรือนละ 650 ตัว ทุก 45 เดือน ทางบริษัทก็จะเข้ามารับซื้อหมู ให้ราคาตามกลไกตลาด เมื่อหักลบรายจ่ายทั้งหมดแล้ว หมูน้ำหนักประมาณ 100-115 กก. จะได้ค่าเลี้ยงดูและความสามารถในการเลี้ยงดูตกตัวละ 550-600 บาท ทำให้มีรายได้เฉลี่ยปีละ 2 ล้านบาท
ซึ่งรายได้คงที่เช่นนี้ทำให้สามารถปลดหนี้ที่กู้ยืมจากธนาคารกว่า 6 ล้านบาท โดยใช้เวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น ทำให้ปัจจุบันนี้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และมีความมั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง
เมื่อธุรกิจประสบความสำเร็จ มีความมั่นคงในอาชีพ และรายได้ ทำให้บุญเลิศไม่มีความเครียดและกังวลใจ จึงมีเวลาคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้ในฟาร์มเลี้ยงหมูของตัวเอง
เขาผลิตเครื่องให้อาหารหมูอัตโนมัติ แนวคิดนี้เกิดจากปัญหาขาดแคลนแรงงานมาช่วยให้อาหารหมู จึงได้เกิดแนวคิดนี้ขึ้นมา โดยดัดแปลงมาจากเครื่องให้อาหารไก่ ที่อาหารไหลลงมาตามรางท่อสเตนเลสไหลไปยังถาดอาหารของไก่มาปรับใช้
เครื่องให้อาหารอัตโนมัตินี้มีขายในท้องตลาดทั่วไป แต่มีราคาสูงถึงหลักแสน ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ บุญเลิศจึงคิดค้นประดิษฐ์เครื่องให้อาหารอัตโนมัติขึ้นมาด้วยต้นทุนราคาเพียง 3 หมื่นบาทเท่านั้น
เขานำวัสดุที่หาง่ายและราคาถูกมาดัดแปลง จากเดิมที่ต้องใช้ท่อสเตนเลส ก็เปลี่ยนมาเป็นท่อพีวีซี ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ตัดปัญหาการว่าจ้างคนงานไปได้เลย ทำให้ทุกวันนี้ ฟาร์มมาศผล จ้างคนงานดูแลฟาร์มหมู 2,600 ตัว เพียง 1 คนเท่านั้น เพราะไม่ต้องไปคอยเข็นรถอาหารไปให้หมูเหมือนฟาร์มอื่นๆ แต่ที่ฟาร์มมาศผลนี้ เพียงแค่กดสวิตช์ไฟ เครื่องให้อาหารอัตโนมัติก็จะทำงานทันที
นอกจากนั้น เครื่องให้อาหารนี้ไม่ใช่เพียงควบคุมการให้อาหารหมูเท่านั้น แต่ยังควบคุมปริมาณอาหารในเล้าหมูแต่ละเล้าได้ ด้วยวิธีนำกระบอกท่อพีวีซีมาเป็นตัวกำหนด กั้นปริมาณอาหาร หากในเล้าหมูเล้าใดต้องการจำกัดอาหารก็สามารถปรับเปลี่ยนได้
แนวคิดและวิธีการทำง่ายๆ ที่ปรับใช้ได้จริง เป็นความภูมิใจของบุญเลิศ เกษตรกรที่ไม่เคยหยุดสร้างสรรค์ ที่ส่งผลให้ประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน ไม่เพียงประสบความสำเร็จในฟาร์มตัวเองเท่านั้น ยังมีการเผยแพร่ให้ความรู้กับเพื่อนเกษตรกรที่สนใจ และให้คำแนะนำกับผู้สนใจเข้าร่วมทำการเกษตรแบบพันธสัญญา หรือ Contract Farming
เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรได้อย่างยอดเยี่ยม และประสบความสำเร็จทั้งเกษตรกรและบริษัท ก้าวย่างความสำเร็จไปด้วยกัน ตามแนวคิด บริษัทคิด เกษตรกรทำ


