
รุมสกรัมแบงก์ชาติ
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสการเดินเกมกดดันเพื่อปลด ประสาร ไตรรัตน์วรกุล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ของรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นประเด็นที่ร้อนฉ่าและได้รับความสนใจมากที่สุด
รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสการเดินเกมกดดันเพื่อปลด ประสาร ไตรรัตน์วรกุล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ของรัฐบาลเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นประเด็นที่ร้อนฉ่าและได้รับความสนใจมากที่สุด
การเดินหน้าขย่ม ธปท.ยกล่าสุดนี้ เริ่มจากการเรียกประชุมลับระหว่างกระทรวงการคลังและ ธปท.ในช่วงต้นสัปดาห์ เพื่อหารือถึงมาตรการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมรับฟังด้วย โดยนายกรัฐมนตรีได้สอบถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ ธปท.จะลดดอกเบี้ยลง 0.250.5% แต่ได้รับคำตอบว่า คงเป็นไปไม่ได้ เพราะหากจะลดดอกเบี้ยเพื่อให้เงินร้อนหยุดไหลเข้าจะต้องลดอย่างน้อย 1% ซึ่ง ธปท.กังวลว่า สินเชื่อในภาคอสังหาริมทรัพย์จะเร่งตัวขึ้นจนเกิดภาวะฟองสบู่
ท่าทีของ ธปท.ที่ไม่ยอมโอนอ่อนลดดอกเบี้ยลงสนองฝ่ายการเมือง ทำให้ในช่วงกลางสัปดาห์ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ออกมาสับ ธปท.ว่า ที่ผ่านมาไม่ได้มีการทำงานประสานกับกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิดเหมือนที่เคยรับปาก จึงเป็นห่วงว่า หากยังไม่มีมาตรการใดออกมาดูแลอัตราแลกเปลี่ยน กลไกเศรษฐกิจในอนาคตอาจเกิดปัญหา
ขณะเดียวกัน ยังส่งไม้ต่อให้วีรพงษ์ รามางกูร ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาให้สัมภาษณ์โจมตี ธปท.ต่อ โดยวีรพงษ์ ระบุว่า มีความกังวลว่าความขัดแย้งในการทำงานระหว่าง รมว.คลัง และผู้ว่าการ ธปท.จะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ และเกรงว่าการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้สูงเกินไป จะทำให้ผลการดำเนินงานของ ธปท.ในไตรมาสแรกขาดทุนเพิ่มเป็นกว่า 8 แสนล้านบาท และกำลังจะเป็น 1 ล้านล้านบาทในไม่ช้านี้
สอดคล้องกับท่าทีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมารับหนังสือข้อเรียกร้องจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่เรียกร้อง 5 ข้อให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาท ซึ่ง 1 ใน 5 คือ การเสนอให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยลง 1% ด้วยตัวเองในช่วงปลายสัปดาห์
การส่งสัญญาณรับลูกและลงมาเล่นด้วยตัวเองของนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ค่าเงินบาทในวันที่ 3 พ.ค.แกว่งตัวอ่อนค่าลงมา 0.10% แตะระดับ 29.6229.64 บาทต่อเหรียญสหรัฐ สวนทางกับค่าเงินสกุลเอเชียอื่นที่ปรับตัวแข็งค่า
เศรษฐกิจ มี.ค.ชะลอ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจเดือน มี.ค. โดยพบว่า ดัชนีเศรษฐกิจสำคัญชะลอตัวลงแทบทุกรายการเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า จากการใช้จ่ายของภาคเอกชนหรือการใช้จ่ายในประเทศขยายตัวติดลบ 1.1% สะท้อนมาจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคลดลง ขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชนก็ขยายตัวติดลบ 0.7% จากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ 2.7%
นอกจากนี้ ยังพบว่า สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ชะลอตัวลง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการปล่อยกู้สินเชื่อไม่มีหลักประกันมากขึ้น จึงส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจในเดือน มี.ค.ชะลอลง
สรรพากรส่อรีดภาษีต่ำเป้า
รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ มีแนวโน้มว่าการเก็บภาษีได้รับผลกระทบจากการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20% และค่าเงินบาทที่แข็งค่าทำให้ผลประกอบการของธุรกิจขนาดใหญ่ลดลง ซึ่งอาจทำให้การจัดเก็บภาษีในปีนี้ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 1.77 ล้านล้านบาท
เอสเอ็มอีแบงก์เริ่มโผล่พ้นน้ำ
พิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการบริหารและประธานคณะกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรจากการดำเนินงานสุทธิ 350 ล้านบาท โดยสามารถแก้ปัญหาหนี้เสียได้แล้ว 2,400 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดหนี้เสียลดลงมาอยู่ที่ 3.07 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 31.92% ของสินเชื่อคงค้าง
ทั้งนี้ ในทางบัญชีนั้นธนาคารยังมีกำไรถึง 1,700 ล้านบาท แต่ทางธนาคารได้นำไปกันสำรองเพื่อบริหารความเสี่ยง 1,350 ล้านบาท เนื่องจากอาจมีลูกค้าบางส่วนมีความเสี่ยงที่จะตกชั้นจากลูกค้าปกติเป็นเอ็นพีแอลเพิ่มอีก ส่งผลให้ทางธนาคารมีกำไรสุทธิเหลือเพียง 350 ล้านบาท กองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 5.1% จาก 3.28%







