
รุกตลาดพม่า
สัปดาห์นี้ โพสต์ทูเดย์ได้นำเสนอหลายเรื่องราวเกี่ยวกับการเตรียมตัว และการเจาะตลาดภูมิภาคอาเซียน
สัปดาห์นี้ โพสต์ทูเดย์ได้นำเสนอหลายเรื่องราวเกี่ยวกับการเตรียมตัว และการเจาะตลาดภูมิภาคอาเซียน
เริ่มจากการแนะนำกลยุทธ์สู่ความสำเร็จในการพิชิตและมัดใจลูกค้าในประเทศเพื่อนบ้าน จากประสบการณ์ของ พิมพ์รัตน์ ตั้งเผ่าศักดิ์ ผู้บริหาร เซ็นเจอร์ ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน ที่ได้เข้าไปขยายธุรกิจในตลาดเมียนมาร์ โดยเธอพูดถึงกลยุทธ์สำหรับเอสเอ็มอีว่า ควรร่วมออกงานแสดงสินค้า ออกบูธ ของหน่วยงานภาครัฐของไทยในต่างประเทศ พร้อมทั้งต้องหาคู่ค้าที่ไว้ใจได้ ศึกษาข้อมูลการลงทุน กฎหมาย กฎระเบียบตลาด และความต้องการของลูกค้า อีกทั้งต้องพยายามสร้างความแตกต่างของสินค้าตนเองกับสินค้าที่มีอยู่ในตลาด และให้บริการที่ดีแก่ลูกค้า ซึ่งประการหลังสุด กลายเป็นจุดเด่นของเซ็นเจอร์ ที่มีบริการตกแต่ง ให้คำแนะนำกับลูกค้าแต่ละรายด้วย ทำให้ลูกค้าชื่นชอบมาก
ด้านวงการรับเหมาและพลังงาน โตโยไทย คอร์ปอเรชั่น ก็เพิ่งเปิดและเริ่มเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม กำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ ในกรุงย่างกุ้ง เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อป้อนไฟฟ้าให้พื้นที่ดังกล่าว ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกระทรวงพลังงานและไฟฟ้าของเมียนมาร์ เมื่อเดือน มี.ค. เพื่อสำรวจและศึกษาความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ด้วย
ส่วน วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ชี้ช่องลงทุนสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีว่า น่าจะไปลงทุนแปรรูปอาหารทะเลขั้นพื้นฐานในเมืองมะริด ของเมียนมาร์ ซึ่งปัจจุบันไทยต้องนำเข้าวัตถุดิบสัตว์น้ำประเภทปลาขนาดเล็กจากเมืองนี้อยู่แล้ว และการไปลงทุนที่นั่นจะช่วยลดต้นทุนด้านค่าแรงให้แก่ผู้ประกอบการได้ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น และยังสามารถส่งสินค้ากลับมาประเทศไทยได้อย่างสะดวก
ขณะที่ภาคแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ร่วมมือกับ ส.อ.ท. เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างวิธีทดสอบมาตรการฝีมือแรงงานแห่งชาติระดับ 1 และ 2 ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรม รวม 44 สาขาอาชีพ รวมถึงกำหนดอัตราการทดสอบเพื่อยกระดับฝีมือแรงงานไทยและภาคอุตสาหกรรมการผลิตให้พร้อมแข่งขันเมื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
กรมคาดว่าจะสามารถนำร่างดังกล่าวมาประกาศใช้ได้ภายในปีนี้ และตั้งเป้าว่าจะมีผู้เข้ารับการทดสอบประมาณ 2 หมื่นคน ทั้งนี้แรงงานใน 11 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักรกลและโลหะการ เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า พลาสติก ชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ แม่พิมพ์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น อัญมณีและเครื่องประดับ
ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากำลังผลักดันให้มีการตั้งศาลท่องเที่ยว โดยได้เตรียมดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ระยะเร่งด่วน จัดตั้งหน่วยงานพิจารณาคดีนอกเวลา หรือศาลกลางคืน 2.ระยะกลาง จัดตั้งแผนกพิจารณาตัดสินคดีท่องเที่ยว และ 3.ตั้งศาลท่องเที่ยว เพื่อพิจารณาคดีที่เจาะจงเฉพาะชาวต่างชาติ ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าจะมีความคืบหน้าและจะสามารถจัดตั้งได้หรือไม่







