posttoday
เศรษฐกิจไทยสวนหมัดม็อบแดงเตะตัดขา

เศรษฐกิจไทยสวนหมัดม็อบแดงเตะตัดขา

11 เมษายน 2553

นับเป็นข่าวดีที่สร้างความแปลกใจท่ามกลางภาวะอึมครึมทางการเมืองในขณะนี้ เมื่อนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักออกมาคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะดีเกินคาด

ไล่เรียงตั้งแต่ธนาคารโลกที่การันตีว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้รับรองรุ่งแน่นอน เพราะการส่งออกจะเป็นแรงส่งให้จีดีพีปี 2553 เติบโตได้ 6.2% แม้การเมืองไทยจะวุ่นวาย แต่ปัจจัยภายนอกยังสดใส จึงคาดว่ามูลค่าการส่งออกของไทยจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 1.68 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ เพิ่มขึ้น 11.5% จากปีที่แล้ว ซึ่งนอกจากส่งออกจะดี การใช้จ่ายในประเทศก็มีสัญญาณดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ธนาคารโลกห่วง คือ ผลกระทบจากภัยแล้ง รวมถึงการทยอยถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ส่งเสริมการบริโภค พร้อมตั้งคำถามถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสมต่อการถอยนโยบายดังกล่าว นอกจากนี้ ยังห่วงวิกฤตการเมืองจะเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจอีกด้วย

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ตั้งข้อสังเกตว่า รายงานประมาณการเศรษฐกิจไทยฉบับนี้ ธนาคารโลกอาจใช้ข้อมูลก่อนที่จะมีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง อย่างไรก็ดี ข้อสังเกตอีกข้อก็คือ ปี 2552 ธนาคารโลกเป็นหน่วยงานที่คาดการณ์จีดีพีไทยได้ใกล้เคียงกับตัวเลขจริงที่ออกมากที่สุดที่ลบ 2.7% ขณะที่ตัวเลขจริงออกมาที่ลบ 2.3%

ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ก็คาดการณ์จีดีพีไตรมาสแรกน่าจะขยายตัวมากกว่า 9% สูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2538 หรือเรียกว่าสูงสุดในรอบเกือบ 15 ปี ปัจจัยหลักๆ เกิดจากแรงขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกลุ่มที่เน้นการส่งออก ซึ่งดัชนีเศรษฐกิจเดือน ม.ค. และ ก.พ. ที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการขยายตัวสูงมาก

อุตสาหกรรมเด่น ได้แก่ การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ แผงวงจรรวม โทรทัศน์ และเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวในช่วง 2 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้นถึง 33% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2549 บ่งชี้ว่าภาคการบริการซึ่งมีสัดส่วน 53% ของจีดีพีน่าจะขยายตัวราว 6% ส่วนภาคเกษตรซึ่งประสบปัญหาภัยแล้งและแมลงศัตรูพืชทำให้น่าจะขยายตัวได้ราว 1% เท่านั้น แต่ผลจากภาคการเกษตรต่อจีดีพีไม่มากนัก เพราะมีสัดส่วนในจีดีพีเพียง 9%

ด้านสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีทิศทางเติบโตแบบรูปตัววี (V) คือ การฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยทีดีอาร์ไอมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้เริ่มมีการฟื้นตัวในลักษณะของรูปตัววี (V Shape) โดยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดมาแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปี 2552 จนมาถึงไตรมาสแรกของปี 2553 นี้ถือว่าเป็นช่วงขาขึ้นในส่วนปลายตัววี

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้ มีโอกาสขยายตัวได้ที่ระดับ 4% ขึ้นอยู่ที่สถานการณ์ทางด้านการเมืองว่ามีความรุนแรงเพียงใด ทั้งนี้ หากกรณีที่รัฐบาลมีการเจรจาเสนอขอให้มีการยุบสภาใน 9 เดือน หรืออย่างน้อย 6 เดือนข้างหน้า เพื่อรอให้การเสนอ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2554 ผ่านการพิจารณาจากสภาก่อน เชื่อว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2554 จะขยายตัวได้ที่ระดับ 4% อย่างแน่นอน

มีด้านบวกก็ต้องมีด้านลบ เมื่อหลายฝ่ายก็ยังกังวลว่าหากสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงยังคงยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้ ล่าสุดก็เป็นไปตามคาด เมื่อบริษัทจัดอันดับเครดิต Japan Credit Rating Agency, Ltd. (JCR) ได้ปรับลดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของไทย จากระดับ A+ มาอยู่ที่ระดับ A ตามค่าประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น แต่ JCR ยังคงระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศที่ระดับ A และประเมินแนวโน้มระดับเครดิตไว้ในระดับที่เป็นลบ

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การลดระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของไทย เนื่องจากความขัดแย้งและความไม่สงบทางการเมืองและสังคมในประเทศไทย ซึ่งบ่อนทำลายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและฐานะการคลังของประเทศ

สำหรับการยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกและความแข็งแกร่งด้านต่างประเทศของประเทศไทยที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง แม้ว่าจะขาดเสถียรภาพทางการเมือง

ขณะที่การประเมินแนวโน้มของระดับเครดิตในระดับที่เป็นลบแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ทางการเมืองและสังคมที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ คาดว่าจะยืดเยื้อต่อไปและหยั่งรากลึกจนไม่สามารถขจัดให้หมดไปได้ในระยะเวลาอันสั้น ภายใต้ความไม่มั่นคงของรัฐบาล

JCR รายงานว่า จะเฝ้าติดตามใน 4 ประเด็นอย่างใกล้ชิด คือ 1.การแก้ปัญหาของรัฐบาลเพื่อให้เกิดความมีเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม 2.ผลกระทบของเศรษฐกิจโลกต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย 3.นโยบายในการรักษาความยั่งยืนทางการคลัง และ 4.การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว

ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วง 2 สัปดาห์ก่อน มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างจำกัด แต่ในช่วง 23 วันที่ผ่านมา ที่การชุมนุมยกระดับมากขึ้น เริ่มส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 8 เม.ย.แล้ว

นอกจากนี้ ยังมีผลให้นักลงทุนต่างประเทศเพิ่มความเสี่ยงในการทำธุรกรรมประกันความเสี่ยงล่วงหน้าในระยะ 5 ปีของไทย (CDS) ขึ้น จากเมื่อวันที่ 13 ม.ค. ค่าความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 97.3 เบซิสพอยต์ ล่าสุดเพิ่มเป็น 102.3 เบซิสพอยต์ สะท้อนความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากความไม่เชื่อมั่น หลังรัฐบาลออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง จนส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยว การบริโภค และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ดังนั้น ถ้าสถานการณ์การชุมนุมพัฒนาขึ้นอีก ยืดเยื้อต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว 3 ด้าน คือ

หนึ่ง ไทยอาจถูกปรับลดความน่าเชื่อถือจากต่างชาติลงอีก

สอง ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่ต่อเนื่อง และสาม ทำให้การวางแผนในระยะยาวมีปัญหา จึงต้องนำเรื่องนี้เข้าหารือในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 21 เม.ย. นี้ด้วย ว่าจะมีผลต่อการพิจารณาปรับดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่

ด้านตลาดหุ้นไทยนอกจากนี้หลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมา สยด้านการซื้อขายตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยตกหนักที่สุดในโลก ดัชนีหุ้นลดลงอย่างรุนแรงกว่า 31 จุด ก่อนปิดที่ระดับ 783 จุด แดงเถือก 28 จุด หรือ 3.53% ท่ามกลางการซื้อขายที่มากถึง 40,242 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,403 ล้านบาท ก่อนวันที่ 9 เม.ย. ตลาดหุ้นไทยจะโงหัวขึ้นแล้วหลังถูกถล่มดิ่ง และสามารถปิดที่ระดับ 789 จุด บวก 5.73 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 24,116 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขาย 1,756 ล้านบาทสถาบันในประเทศกลับมาซื้อ 718 ล้านบาทและนักลงทุนรายย่อยช้อนต่อ 1,644 ล้านบาท

” นายบัณฑิตกล่าว

ทั้งนี้ ผลกระทบระยะยาวที่ธปท.ห่วงใน 3 เรื่อง คือ 1.ถ้าสถานการณ์ชุมนุมยังยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจถูกปรับลดความน่าเชื่อถือจากต่างชาติลงอีก จนอาจส่งผลให้นักลงทุนไทยที่จำเป็นต้องพึ่งเงินกู้ต่างประเทศต้องกู้ยืมในต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งขณะนี้ต่างชาติปรับลด CDS และ ปรับลดเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาทของไทยลงจาก A+ ลดเหลือ A แล้ว แต่ถ้าสถานการณ์จบได้เร็วก็เชื่อว่าจะกระทบไม่มาก เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งและมีแนวโน้มฟื้นตัวได้

2.ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปเรื่อยๆ อาจจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้ไม่ต่อเนื่องได้ และยังส่งผลกระทบต่อการวางแผนการเติบโตระยะยาวด้วย และ 3.ภาวะดังกล่าวยังส่งผลกระทบกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจจะมีผลให้การลงทุนในระยะยาวของไทยมีปัญหาได้ แต่ภาวะเหล่านี้ธปท.จะประเมินผลกระทบอีกครั้ง เพื่อดำเนินนโยบายดูแลให้เหมาะสม ไม่กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะตอ่ไป

รองผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในขณะนี้ธปท.จะพยามดูแลเศรษฐกิจภาพรวม โดยจะดำเนินนโยบายการเงินให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยจะพิจารณาทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายให้ไม่กระทบผู้ประกอบการและเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ ทั้งในแง่การดูแลสภาพคล่องให้เพียงพอ และดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้เหมาะสม ขณะเดียวกันในการดูแลภาคธุรกิจรายย่อยทั้งในภาคธุรกิจการท่องเที่ยว บริการ การขนส่ง ซึ่งได้รับผลกระทบบ้างแล้วนั้นก็จะพยามดูแลให้สถาบันการเงินดูแลช่วยเหลือให้ปรับตัวได้ เพื่อจะได้คลี่คลายผลกระทบให้บรรเทาและปรับตัวได้ในที่สุด และไม่ให้กระทบต่อความสามารถในการทำธุรกิจในระยะยาวด้วย

นายพฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มีความเป็นห่วงการชุมนุม ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ยืดเยื้อซึ่งจะทำให้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจ และการบริโภคอุปโภค ถึงแม้ภาครัฐจะมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ก็ขอให้ประชาชนออกมาใช้จ่ายกันอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ ในส่วนของการรักษาความปลอดภัยของทางกระทรวงการคลังเองนั้น ได้มีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจและกล้องวงจรปิดมากขึ้น เพื่อรับมือกับการกับเคลื่อนขบวนของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งอาจจะเดินทางมาที่กระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ นายพฤฒิชัย ยังกล่าวในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินว่าทางพรรคสนับสนุนแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมองว่า เป็นการปฏิรูปและแก้ปัญหาทางการเมือง ส่วนกรอบระยะเวลาจะเป็นเท่าใดนั้น คงต้อง

นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยากรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซียไซรัสกล่าวว่า ตลาดหุ้นที่บวกขึ้นมาได้เป็นการเด้งขึ้นช่วงสั้นหลังจากรูดลงไปแรง และตลาดหุ้นเอเชียที่เพิ่มขึ้นก็มีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ผลข้างเคียงจากม็อบคนเสื้อแดงและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองกลายเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนเศรษฐกิจไทย เมื่อนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท