
ม็อบยื้อสูญเดือนละ 3.8 หมื่นล.บ.
พงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองจะส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) 0.10.2% โดยหากชุมนุมยืดเยื้อรวม 1 เดือน และจะกระทบ 0.30.5% และหากการชุมนุมยืดเยื้อรวม 3 เดือน จะมีผลกระทบโดยรวมต่อระบบเศรษฐกิจมูลค่า 2.13.8 หมื่นล้านบาท กรณีชุมนุมยืดเยื้อรวม 1 เดือนจะกระทบเป็นมูลค่า 7 หมื่น1 แสนล้านบาท ซึ่งหากการชุมนุมยืดเยื้อรวม 3 เดือน โดยธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจการค้าภายในประเทศจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เช่น การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบวันละ 200500 ล้านบาทแยกเป็นผลกระทบต่อธุรกิจขนาดใหญ่ได้แก่ สายการบิน ธุรกิจทัวร์ขนาดใหญ่ธุรกิจรถโดยสารขนาดใหญ่ และโรงแรมสถานที่พักต่างๆ ประมาณ 60% ของผลกระทบต่อวัน หรือมูลค่า 120400 ล้านบาทต่อวัน ขณะที่อีก 40% หรือประมาณ 80200 ล้านบาท เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเอสเอ็มอีและประชาชนทั่วไป เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ธุรกิจเกสต์เฮาส์ สปาและนวดแผนโบราณ ตลอดจนประชาชนที่เป็นพนักงานหรือรับจ้างในธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ไกด์ พนักงานขับรถ ภาคธุรกิจการค้าขายในประเทศได้รับผลกระทบวันละ 500800 ล้านบาท แยกเป็นธุรกิจขนาดใหญ่เช่น การผลิตการค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าคงทน เช่น บ้านรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ประมาณ 70%หรือ 350560 ล้านบาทต่อวัน ส่วนอีก30% หรือ 150240 ล้านบาท เป็นผลกระทบต่อเอสเอ็มอี เช่น ร้านขายของชำและประชาชนทั่วไป เป็นต้น
ดัชนีผู้บริโภคเดือน มี.ค.ร่วง
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึง ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน มี.ค. 2553 ปรับตัวลดลงจากระดับ 78.4 ในเดือน ก.พ. มาอยู่ที่ระดับ 77.3 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 5 เดือน นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2552 เป็นต้นมา โดยมีสาเหตุจากผู้บริโภคยังกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่อาจปรับตัวแย่ลง เพราะปัญหาทางการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ หลังจากมีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งการประเมินในครั้งนี้ยังไม่รวมถึงการชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ และการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ประกอบกับปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึงระดับ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงอาจส่งผลกระทบด้านจิตวิทยา รัฐบาลจำเป็นต้องดูแลผู้บริโภคและภาคการผลิต เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจไม่สามารถพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศได้ รวมทั้งภาวะค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูงในสายตาผู้บริโภค ดังนั้นหากสถานการณ์การเมืองยังไม่คลี่คลาย ดัชนีความเชื่อมั่นก็จะมีทิศทางลดลงเป็นลำดับ
นำเข้าแอลพีจีปีนี้พุ่ง 3.7 หมื่นล้าน
พีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวถึงยอดการนำเข้าก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในปี 2553 มีโอกาสที่จะแตะระดับ 1.58 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่านำเข้าประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนโดยมีปัจจัยมาจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งที่ 6 ไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้ ทำให้กำลังการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.เม.ย. 2553) มีการนำเข้าแอลพีจีไปแล้ว 4.8 แสนตัน และหลังจากเดือน พ.ค.เป็นต้นไป จะมีการนำเข้าเฉลี่ยเดือนละ 1.54 แสนตัน
ทั้งนี้ถือเป็นการนำเข้าสูงสุดเมื่อเทียบต่อเดือน ในขณะที่สถานการณ์การใช้น้ำมันในเดือน มี.ค. ภาพรวมปรับลดลงเกือบทุกผลิตภัณฑ์เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ. เนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียน และปลายฤดูการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร ทำให้การใช้น้ำมันเพื่อขนส่งสินค้าทางการเกษตรลดลง
ตรึงราคาสินค้าต่อ 3 เดือน
พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้ให้แนวทางพิจารณาการปรับขึ้นราคาสินค้ากับกรมการค้าภายในไปแล้ว หลังจากที่มีผู้ประกอบการสินค้าทยอยขอปรับขึ้นราคาหลายราย โดยสินค้าที่มีต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นไม่มากนัก หรือสามารถจัดหาวัตถุดิบอื่นทดแทนได้ จะขอให้ผู้ประกอบการตรึงราคาต่อไปอีก 23 เดือน สำหรับผู้ประกอบการรายใดไม่สามารถรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นได้ ให้ทำเรื่องขอปรับขึ้นราคามายังกระทรวงพาณิชย์ โดยจะพิจารณาตามความเหมาะสม แต่ยอมรับว่าสินค้าที่ผู้ประกอบการทำเรื่องขอตั้งราคาขายใหม่ เพราะมีการปรับสูตรการผลิตใหม่หรือเปลี่ยนขนาดได้อนุมัติให้ตั้งราคาใหม่ตามที่ขอมาแล้ว เช่น นมเปรี้ยวพร้อมดื่มและนมสด ยูเอชที
ดีเซลจ่อลิตรละ 30 บาท
วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความผันผวนต่อเนื่องและปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 บาท/ลิตร จากปัจจุบันอยู่ที่ 29.89 บาท/ลิตร จึงเตรียมประสานกับกระทรวงการคลังเพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 12 บาท/ลิตร เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันไม่ให้สูงจนกระทบกับภาคประชาชนทั้งนี้ล่าสุดน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 80 กว่าเหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และจะทรงตัวในระดับ 7080 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มปรับตัวดีขึ้น ทำให้มีความเป็นห่วงว่าถ้าราคาน้ำมันดิบสูงเกิน 85 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกในประเทศ







