
แฮปปี้ เอ็มพีเอ็ม ยกเครื่องรับเออีซีมุ่งอบรมสมาชิกเพิ่มศักยภาพพนักขาย
เข้าสู่ปีที่ 15 แล้ว ที่ แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม อยู่ในวงการขายตรงไทย แต่ ณ วันนี้ สุกิจ สัตย์เพริศพราย ประธานกรรมการ บริษัท แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม ย้ำว่า ต้องเร่งปูฐานไปยังสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต เนื่องจากที่ผ่านมา จำนวนสมาชิกกว่า 80% จาก 1 แสนคน มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้น ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงเน้นขายผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตรเป็นหลัก
เข้าสู่ปีที่ 15 แล้ว ที่ แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม อยู่ในวงการขายตรงไทย แต่ ณ วันนี้ สุกิจ สัตย์เพริศพราย ประธานกรรมการ บริษัท แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม ย้ำว่า ต้องเร่งปูฐานไปยังสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต เนื่องจากที่ผ่านมา จำนวนสมาชิกกว่า 80% จาก 1 แสนคน มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้น ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงเน้นขายผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตรเป็นหลัก
แต่ปัจจุบัน ต้องการเพิ่มสมาชิกที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีลงมา จึงต้องให้ความสำคัญกับสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มเวชสำอาง เครื่องประดับ อาหารเสริม รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ เน้นการฝึกอบรมสมาชิกมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทได้เริ่มเปิดหลักสูตรฝึกอบรมใหม่ชื่อ Road To Success (RTS) หรือเส้นทางสู่ความสำเร็จ ซึ่งจะมุ่งไปยังสมาชิกใหม่ที่เขามาร่วมทำธุรกิจขายตรงกับบริษัท เพื่อให้สมาชิกร่วมทำธุรกิจที่ยาวนานและให้ผลตอบแทนกับนักขายที่เป็นธรรม ใช้งบลงทุนกับการฝึกอบรม 20 ล้านบาท
“ที่ผ่านมาในช่วงที่เปิดธุรกิจใหม่ 5 ปีแรก ถือว่าต้องล้มลุกคลุกคลานเหมือนกัน เพราะเราใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ สมาชิกที่เข้ามาร่วมธุรกิจส่วนใหญ่จะเน้นไปที่แผนการตลาดที่เน้นผลตอบแทน ไม่ได้เน้นการขายสินค้า มีการเข้าออกของ บรรดาแม่ทีม พ่อทีมจำนวนมาก แต่จากการที่เน้นขายสินค้า ฝึกอบรมและให้ความรู้สมาชิกมากขึ้นจึงทำให้บริษัทอยู่ได้” สุกิจ กล่าว
ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านให้ครบ 1 ล้านคน ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีสมาชิกที่สามารถสร้างยอดขายระดับ 1 ล้านบาท ได้แล้วจำนวน 2 หมื่นคน โดยปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีสมาชิกใหม่อีก 5 หมื่นคน หรือรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 1.5 แสนคน
พร้อมกันนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโตด้านยอดขายเติบโตเท่าตัว จากปีก่อน 500 ล้านบาท ปีนี้จะไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลหลักมาจากเน้นการฝึกอบรมสมาชิกแล้ว ได้มีการเพิ่มศูนย์กระจายสินค้าในต่างจังหวัด เป็นศูนย์ที่มีสินค้าจำหน่ายครบวงจร ปัจจุบันมีอยู่ 6 สาขา ไม่นับรวมกรุงเทพฯ ใน จ.พิษณุโลก พะเยา ขอนแก่น อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และนครพนม
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้มีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 2 แห่ง ตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีนี้ ที่ จ.อุดรธานี และเชียงใหม่ ใช้งบลงทุนแห่งละ 10 ล้านบาท ก่อสร้างเป็นอาคารเก็บสินค้าขนาดพื้นที่เริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 2,300 ตร.ม. วางแผนไว้ว่าจะใช้งบปรับปรุงและก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าในปีนี้ จำนวน 50 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังให้สมาชิกเปิดศูนย์ขนาดย่อย รูปแบบโมบาย เซ็นเตอร์ เป็นศูนย์ขนาดเล็ก ปัจจุบันมี 100 แห่ง ตั้งเป้าว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 50 แห่ง โดยไม่เน้นเปิดจำนวนมาก เนื่องจากต้องการคัดกรองสมาชิกที่มีศักยภาพก่อนที่จะเริ่มขยายศูนย์เพิ่ม
“ปัจจุบันสมาชิกกว่า 1 แสนคน ซึ่งซื้อสินค้าเฉลี่ย 5,000 บาทต่อใบเสร็จต่อเดือน โดยสินค้าที่จำหน่ายหลักยังเป็นผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตร 60% อาหารเสริม 20% เครื่องสำอาง และเวชสำอาง 10% อีก 10% เป็นสินค้าเครื่องประดับและสินค้าดูแลรักษารถยนต์” สุกิจ กล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทเริ่มมีสมาชิกต่างชาติแล้วในลาว พม่า และกัมพูชา แต่อยู่จำนวนหลักร้อยเท่านั้น ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่จะเปิดศูนย์กระจายสินค้าในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ทั้งนี้ต้องรอจังหวะ โดยต้องการให้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้นเปิดอย่างชัดเจนก่อน เนื่องจากที่ผ่านมายังมีบางประเทศยังมีการกีดกันการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับพืช อีกทั้งต้องศึกษากฎหมายและข้อจำกัดในการทำธุรกิจเครือข่ายในต่างประเทศอีกด้วย
นอกจากนี้ ผลจากการเปิดเออีซี ก็จะทำให้บริษัทขายตรงจากต่างชาติสนใจเข้ามาดำเนินธุรกิจในเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ธุรกิจขายตรงในไทยมีโอกาสเติบโตมากยิ่งขึ้นด้วย
“ธุรกิจขายตรงนั้นยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะดีหรือว่าย่ำแย่ เนื่องจากปัจจุบันคนยังต้องการประกอบอาชีพเสริมรายได้ และเป็นโอกาสของคนที่อยู่ระหว่างหางาน” สุกิจ กล่าว
ปัจจุบันบริษัทเป็นสมาชิกของสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ซึ่งปฏิบัติตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่เปิดโอกาสให้ธุรกิจขายตรง รูปแบบการจ่ายผลประโยชน์แบบไบนารี่สามารถดำเนินธุรกิจได้ เนื่องจากที่มีหลายฝ่ายมองว่าการจ่ายผลประโยชน์ดังกล่าวเหมือนกับธุรกิจแชร์ลูกโซ่ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้นดำเนินธุรกิจจริงจังมากน้อยเพียงไหน ใช้สินค้าเป็นจุดขายหรือไม่
“ผมมองว่าบริษัทขายตรงหลายราย มีการจัดตั้งสมาคม ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงขึ้นมาเอง ซึ่งมี 45 สมาคม ในปัจจุบันนั้นที่ สคบ.ยังเปิดให้ดำเนินการได้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นทางเลือกให้กับบรรดาสมาชิกในการรวมตัวกัน แต่การจะควบคุมบริษัทขายตรงแต่ละราย ควรจะต้องดูที่แผนการตลาดว่าสามารถจ่ายผลตอบแทนได้ตามที่ระบุไว้หรือไม่ และไม่ได้เป็นการหลอกลวงผู้บริโภคเข้ามาร่วมธุรกิจ” สุกิจ กล่าว
สำหรับภาพรวมของธุรกิจขายตรงของไทยในปีนี้ ยังเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 510% มูลค่าตลาดรวมถึงสิ้นปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 78 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจขายตรงในปัจจุบันจะมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน โดยจะเน้นให้ความรู้สมาชิก เพราะไม่ต้องการสมาชิกประเภทหวือหวา ประเภทตีหัวเข้าบ้าน เปิดและปิดตัวอย่างรวดเร็ว เหมือนในอดีตที่ผ่านมา







