
ค่าเงินกับอสังหา
วาระแห่งชาติด้านเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบันคือ “เงินแข็ง” อัตราแลกเปลี่ยนบาทกับสกุลเหรียญสหรัฐของโลกปัจจุบันอยู่ที่ 2930 บาท ซึ่งในช่วงระยะปี 2540 โรคต้มยำกุ้ง หนี้ของประเทศสูงมาก เครดิตการเงินของประเทศต่ำสุด ทั้งเงินบาทยังถูกเก็งกำไร ขณะนั้นค่าเงินอ่อนถึง 555-657 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ ถือเป็นค่าเงินที่อ่อนเป็นประวัติการณ์
วาระแห่งชาติด้านเศรษฐกิจการเงินในปัจจุบันคือ “เงินแข็ง” อัตราแลกเปลี่ยนบาทกับสกุลเหรียญสหรัฐของโลกปัจจุบันอยู่ที่ 2930 บาท ซึ่งในช่วงระยะปี 2540 โรคต้มยำกุ้ง หนี้ของประเทศสูงมาก เครดิตการเงินของประเทศต่ำสุด ทั้งเงินบาทยังถูกเก็งกำไร ขณะนั้นค่าเงินอ่อนถึง 555-657 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ ถือเป็นค่าเงินที่อ่อนเป็นประวัติการณ์
ปัจจุบัน “เงินอ่อนมาก ก็เป็นปัญหา เงินแข็งก็เป็นปัญหา” ไม่รู้ว่าถ้าแข็งมากๆ เหมือนเช่นในสมัย ร.5 เงิน 1 บาท เท่ากับ 1 ปอนด์อังกฤษ จะมีปัญหาอะไรในยุคนี้ไหม? โดยสรุปแล้ว แข็งก็ไม่ดี อ่อนก็ไม่ดี แล้วเราจะยืนอยู่ตรงไหน และถ้าแข็งหรืออ่อน ใครได้ใครเสีย
ขณะนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ขาขึ้น GDP กำลังโตมากกว่าการประมาณการ สภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าจะโตร่วม 5% ต่อปี แต่ภาคเอกชนมองเป้าอยู่ที่ 5.5% หรือมากกว่าในปลายปี 2556 “เงินเฟ้อกำลังตามมา” การเก็งกำไร หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ทอง กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยยังแกว่งไกวด้วยการเก็งกำไร
เงินต่างชาติจากสหรัฐที่ปั๊มเงินออกมาสู่โลกกำลังล้มเหลว เงินของไทยกำลังปลิวจากการกระตุ้นของรัฐบาล 2 ล้านล้านบาท ญี่ปุ่นกำลังเพิ่มการกู้กระตุ้นเงินเข้ามาในระบบเงินของโลก “ระบบการเงินของโลกกำลังอ่อนไหวมากๆ” หนี้สาธารณะที่ทุกประเทศกลัว (แต่สหรัฐไม่กลัว) กำลังเพิ่มขึ้น บางประเทศก็กำลังประสบปัญหาหนี้สาธารณะสูง
ค่าเงินที่แข็งมาก ผู้เสียประโยชน์ก็ออกมาบ่น ออกมารณรงค์ให้เงินถูกลง เห็นจะมีแต่ “ผู้ส่งออก” สินค้าพื้นฐานราคาถูก ที่อาศัยอัตราแลกเปลี่ยนที่รัฐให้การค้ำจุนได้กำไรมานานจนเคยตัว เลยไม่พัฒนาสินค้า ไม่เพิ่ม Value ให้สินค้า
“ผู้ได้ผลประโยชน์ ก็คือ ผู้นำเข้า” เช่น ปตท. นำน้ำมันเข้ามากมายมหาศาล นำเข้าเครื่องจักรการลงทุน รวมทั้งผู้ที่จะไปลงทุนต่างประเทศที่เงินแข็ง ก็จะซื้อหรือลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น
ขณะที่ไทยก็ยังขาดดุลการค้าอยู่ คือ การนำเข้าสูงกว่าการส่งออก ซึ่งขณะนี้รัฐก็สนับสนุนให้ไปลงทุนต่างประเทศหลังเปิดเออีซี และเออีซี+2 (จีน+ญี่ปุ่น) ระยะนี้จึงเป็นช่วงที่น่าลงทุนต่างประเทศมากสุด ดูยักษ์ใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภคกำลังขยายตลาดต่างประเทศกันเป็นว่าเล่น
ผู้ที่ถูกวิพากษ์มากอีกกลุ่มคือ ผู้นำรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ ท่านรองนายกฯ โต้ง ที่ต้องการให้ ธปท.แทรกแซงเงินบาท และยังต้องการให้ “ลดดอกเบี้ยนโยบาย” ลงมาอีก ตอนนี้กำลังทะเลาะกันอยู่ระหว่างคลังกับ ธปท. จึงควรที่จะฟังผู้มีประสบการณ์มากๆ ทั้งในธุรกิจนำเข้าส่งออกรายใหญ่ๆ ว่ามีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร
หันมาดู Sector อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งใช้เงินมาก ผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ตอบว่า แทบไม่กระทบเลย เพราะเป็นสินค้า Domestic ใช้เงินในประเทศ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ก็อยู่ในประเทศ ผู้บริโภคก็เป็นคนในประเทศเกือบทั้งหมด จะมีต่างชาติมาซื้อก็เป็นสินค้า Premium เช่น คอนโดฯราคาแพง ปัญหาจากค่าเงินแพงจึงมีน้อยมากจนเกือบไม่มีเลย
ดังนั้น อาจจะสรุปเบื้องต้นได้ว่า ค่าเงินแข็ง กระทบอสังหาริมทรัพย์น้อยมากๆ รัฐต้องหันไปดูภาคการส่งออก ถ้าส่งออกไปแล้วต้องนำเข้าในสัดส่วนเท่ากัน ความสมดุลจะเกิดขึ้น ค่าเงินจะแข็งหรืออ่อนก็จะเกิดความสมดุล จะได้ปล่อยให้ค่าเงินเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ไม่ต้องมาแทรกแซงเหมือนเช่นในปัจจุบัน







